
กษิต กับภารกิจสานสัมพันธ์ไทย-มอนเตเนโกร ไร้มลพิษการเมือง
บายไลน์-นันทิดา พวงทอง
เครื่องบินแอร์บัสเหินทะยานขึ้นสู่ฟ้า มุ่งสู่ท่าอากาศยานนครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เพื่อเปลี่ยนเครื่องมุ่งหน้าไปยังท่าอากาศยานกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ก่อนต่อเครื่องเข้าสู่กรุงพอดกอรีตซา เมืองหลวงของประเทศมอนเตเนโกรอีกทอดหนึ่ง รวมเวลาเดินทางทั้งสิ้น 26 ชั่วโมง นี่คือการเดินทางสู่การสานสัมพันธ์ไทย-มอนเตเนโกร หนึ่งในภารกิจของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามคำเชิญของรัฐบาลมอนเตเนโกร
การเดินทางเยือนมอนเตเนโกรครั้งแรกของนายกษิตเมื่อปลายสิงหาคมที่ผ่านมา ต้องเผชิญอุปสรรคเล็กน้อย เนื่องจากเครื่องบินที่ออกจากนครแฟรงก์เฟิร์ตดีเลย์ ทำให้ไปถึงกรุงเบลเกรดล่าช้ากว่ากำหนดและพลาดเที่ยวบินที่จะต่อไปยังมอนเตเนโกร ทั้งคณะจึงต้องนอนค้างคืนที่กรุงเบลเกรด ก่อนจับไฟลท์แรกเข้ามอนเตเนโกรในเช้าวันรุ่งขึ้น
งานนี้ต้องยอมรับว่า นายกษิตเป็นยอดมนุษย์เหล็กคนหนึ่ง เพราะหลับ
ตานอนไม่ถึง 3 ชั่วโมง ต้องตื่นมาลุยภารกิจแน่นเอี้ยด เริ่มจากการเข้าพบประธานาธิบดีมอนเตเนโกร นายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีการค้าของประเทศเจ้าภาพในช่วงเช้า ส่วนในช่วงบ่าย ขึ้นรถไปยังท่าเรือบาร์ ต่อด้วยการพบปะนักธุรกิจท้องถิ่น เพื่อชักชวนไปสู่การลงทุนร่วมกัน
มอนเตเนโกรเป็นประเทศเล็กๆ ตั้งอยู่ทางซีกตะวันออกเฉียงใต้ของภูมิภาคยุโรป ใช้เงินสกุลยูโร มีประชากรประมาณ 624,000 คน บนพื้นที่เพียง 13,812 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นประเทศน้องใหม่ โดยนับจากแยกตัวอย่างเป็นทางการออกจากเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ถึงวันนี้ มอนเตเนโกรมีอายุแค่ 3-4 ขวบเท่านั้น
ในมิติของการเป็นประเทศใหม่ มอนเตเนโกรกำลังเปิดรับและต้องการให้นักธุรกิจต่างชาติรายใหญ่เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะโครงข่ายสาธารณูปโภคที่ต้องการการร่วมทุน อย่างเช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า ท่าเรือ และการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร ตลอดจนการท่องเที่ยว ไฟฟ้าและสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ เพื่อเร่งพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้เป็นที่ยอมรับ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)
สำหรับคนไทย ต้องยอมรับว่าหลายๆ คนเพิ่งรู้จักมอนเตเนโกรเมื่อมีการผูกโยงกับประเด็นการเมือง จากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับสัญชาติมอนเตเนโกรในฐานะของนักลงทุน ท่ามกลางการจับตามองของสื่อไทยและสื่อต่างชาติว่า อดีตนายกรัฐมนตรีจะลงหลักปักฐานในผืนดินแห่งนี้หรือไม่อย่างไร
ในแง่ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี อาจกล่าวได้ว่าเพิ่งได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อนายกษิต เดินทางไปเยือนตามคำเชิญของรัฐบาลมอนเตเนโกร ซึ่งถือเป็นการเยือนระดับสูงครั้งแรกหลังจากการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 ในการเยือนครั้งนี้ มอนเตเนโกรได้เชิญชวนประเทศไทยร่วมลงทุนท่าเรือน้ำลึก เพื่อยกระดับเป็นท่าเรือระดับโลกด้วย
ที่ผ่านมา ไทยเคยเน้นตลาดส่งออกที่อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และตะวันตก แต่รัฐบาลมีนโยบายหาตลาดใหม่ที่จะเน้นไปที่อดีตสหภาพโซเวียต ตะวันออกกลาง ยุโรปใต้ และแอฟริกา ไทยจึงต้องพยายามหาช่องทางในการเชื่อมยุโรปตะวันออกกับยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขนส่งและกระจายสินค้าเข้าภูมิภาคเป้าหมาย มอนเตเนโกรจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจ เนื่องจากมีที่ตั้งด้านหนึ่ง ติดทะเลเอเดรียติกซึ่งติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็ผ่านคลองสุเอซไปยังมหาสมุทรอินเดีย
นอกจากนี้ หากมอนเตเนโกรได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปในอนาคตอันใกล้ได้ ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ก็จะได้รับสิทธิพิเศษ อันจะส่งผลพลอยได้ให้ไทยสามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอียูอีก 20 กว่าประเทศได้ด้วย และสำหรับประเทศไทยเองก็เป็นเป้าหมายของมอนเตเนโกรเช่นกัน เพราะไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงสามารถตอบสนองผลประโยชน์ซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี
การเดินทางไปเยือนมอนเตเนโกรของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยในครั้งนี้ แม้ว่านายกษิตยืนยันว่า ไม่ได้มีเป้าหมายพุ่งตรงไปที่ประเด็นของพ.ต.ท.ทักษิณ หากแต่เป็นการเริ่มต้นสานสัมพันธ์เพื่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ ต่อไป ซึ่งในอนาคตจะมีการแลกเปลี่ยนนักการทูตเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์และสร้างเครือข่ายของทั้งสองประเทศร่วมกันด้วย แต่กระนั้นความสัมพันธ์ไทย-มอนเตเนโกร ยังเป็นที่น่าจับตาดูว่าจะสานต่อกันไปในทิศทางใด และปราศจากมลพิษทางการเมืองจริงหรือไม่



