ข่าว

ประชาพิจารณ์กรณีปราสาทพระวิหารเตะถ่วง หรือจริงใจ

ประชาพิจารณ์กรณีปราสาทพระวิหารเตะถ่วง หรือจริงใจ

27 ก.ย. 2553

บายไลน์---นินทิดา พวงทอง

บัวแก้วโหมโรงเดินสายทำประชาพิจารณ์เปิดรับฟังความคิดเห็นกรณีปราสาทพระวิหาร จากกลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการ และประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งชาวบ้าน จ.ศรีสะเกษ ในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหารอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่วายมีคนตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงปาหี่การเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเตะถ่วงลดแรงกดดันหรือแสดงความจริงใจต่อกลุ่มพันธมิตรหรือไม่


 การเดินสายทำประชาพิจารณ์นี้ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับลูกจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังดีเบตร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ที่ไม่เห็นด้วยและต้องการให้มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 หรือเอ็มโอยู 2543 ซึ่งลงนามโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.บัวแก้วในขณะนั้น และนายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการชายแดนของกัมพูชา 


 กลุ่มพันธมิตรได้อ้างเหตุผลที่ต้องยกเลิกเพราะเอ็มโอยู 2543 ว่า หนึ่งในเอกสารที่ต้องใช้ในการปักปันเขตแดนทางบก คือ แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสตามอนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และสนธิสัญญาปี ค.ศ.1907 ซึ่งมีความหมายรวมถึงแผนที่ที่ทำให้ไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหารในปี 2505 หรือที่ฝ่ายไทยชอบเรียกว่าแผนที่ 1 : 200,000 แต่ในที่นี้จะเรียกว่าแผนที่ตอนเทือกเขาดงรัก บรรยากาศการลงพื้นที่ของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อรับฟังความเห็นกรณีปราสาทพระวิหารที่ จ.ศรีสะเกษ ปรากฏว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มอ้างเป็นบุคคลในพื้นที่ ได้เข้ามาสร้างปั่นป่วนภายในงาน โดยโต้แย้งว่าการเจรจาปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะเอ็มโอยู 2543 เป็นเอกสารที่ทำให้การเจรจาของฝ่ายไทยเสียเปรียบ และทำให้เสียดินแดนในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. 


 ต่อกรณีนี้ นายชวนนท์ให้ความเห็นว่า สะท้อนให้เห็นระดับความรู้ความเข้าใจของคนในพื้นที่ ซึ่งคงต้องทำความเข้าใจกันเข้มข้นขึ้น หลังจากกระทรวงการต่างประเทศได้เดินสายร่วมจัดเวทีประชาพิจารณ์ทั้งกับกลุ่มนักวิชาการ จากที่ผ่านมาเคยจัดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและยังปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้


  นอกจากนี้แล้ว กระทรวงบัวแก้วจะเดินสายไปหลายจังหวัดในภาคอีสาน ขณะที่ส่วนหนึ่งจะพบปะกับกลุ่มแกนนำพันธมิตร นายชวนนท์กล่าวว่า มีความลำบากใจ เนื่องจากพันธมิตรคงยืนยันในจุดยืนเดิม แต่ก็ถือว่า กระทรวงได้ชี้แจงในรายละเอียด รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของเอ็มโอยู 2543 รวมทั้งสนธิสัญญา 1904, 1907 และแผนที่แนบท้าย สำหรับใช้ในการเจรจาปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ใช้อ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศได้ โดยในปลายเดือนกันยายนนี้ จะเดินทางไปพบปะกับกลุ่มพันธมิตรอีกครั้ง


  นายชวนนท์ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจแตกต่างกัน คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายรับได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะรวบรวมความคิดเห็นดังกล่าว ยื่นเสนอต่อรัฐสภา คาดว่าจะมีการพิจารณาเอกสารผลการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ไทย-กัมพูชา ทั้ง 3 ฉบับ ต่อรัฐสภา ในเดือนตุลาคมนี้ อันจะทำให้กัมพูชาสบายใจมากขึ้นว่า การเจรจาปักปันเขตแดนมีความคืบหน้า และมีความจำเป็นต้องทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง โดยที่ไม่มีเจตนาจะดึงเกมแต่อย่างใด
 อย่างไรก็ตาม ก็เกิดความห่วงกังวลขึ้นภายในกระทรวงการต่างประเทศ โดยแหล่งข่าวระดับสูง มองว่า การทำประชาพิจารณ์จะช่วยสร้างความกระจ่างและความเข้าใจแก่ประชาชนต่อผลประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับที่จะนำเข้าสู่สภาได้มากน้อยเพียงใด หรือเป็นเพียงทำตามขั้นตอนกฎหมาย มาตรา 190 วรรคสองเท่านั้น


 ประการแรกก็คือการทำประชาพิจารณ์ใช้หลักเกณฑ์ใดและมีกรอบเวลาหรือไม่ หากรัฐบาลแสดงความจริงใจต่อกัมพูชา โดยชี้ให้เห็นว่า ผลการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับต้องนำผ่านสภาพิจารณาตามกระบวนการกฎหมายไทย โดยไม่มีเจตนายื้อเวลา เนื่องจากการประชุมเจบีซีครั้งล่าสุด มีขึ้นที่กรุงพนมเปญ ในเดือนเมษายน ก็ควรนำเข้าสภาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ไม่ใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาปีกว่า
 ประการที่สอง หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายต่อกรณีปราสาทพระวิหารที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ การเจรจาความใดๆ กับกัมพูชา ก็คงสะดุดติดขัดและไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากจะมีกลุ่มที่คอยคัดค้านไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวชูประเด็นปราสาทพระวิหาร ปลุกกระแสคลั่งชาติเกิดเป็นความชัดเจนการเมืองภายในประเทศ


  หากรัฐบาลต้องการเพียงยื้อเวลาเพื่อลดแรงกดดันที่มาจากทั้งกลุ่มพันธมิตร และกัมพูชาเท่านั้น คงทำไม่ได้ เนื่องจากคนที่เดือดร้อนจริงๆ เป็นคนอาศัยในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะชาวบ้านบ้านภูมิซรอล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้ร้องเรียนถึงขั้นว่า เข้าไปทำสวนทำไร่ยังต้องแสดงบัตรประชาชนว่าเป็นคนในหมู่บ้าน 
 จากเหตุที่เกิดขึ้น คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตัดสินใจเดินหน้าเอาจริงทางใดทางหนึ่ง