
องอาจโทรถามกต.แลกเปลี่ยนสื่อไทย-เขมร
"กษิต" เล็งทำแผนฟื้นสัมพันธ์ไทย-เขมร เตรียมเสนอนายกฯใช้ทหารและข้าราชการท้องถิ่นสานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พร้อมตั้งฮอตไลน์ท้องถิ่น และลงทะเบียนคนหาของป่าตามแนวตะเข็บชายแดน หวังแก้งปัญหาล้ำแดน พร้อมเชิญรัฐมนตรีข่าวสารและสื่อกัมพูชาเยือนไทย
(27ก.ย.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนตัวผู้สื่อข่าวของประเทศไทยและกัมพูชา หลังจากที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ พบปะกันที่สหรัฐอเมริกาว่า วันนี้ (27 ก.ย.) ตนจะโทรศัพท์สอบถามความคืบหน้าจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดิมที่หารือกันไว้เป็นช่วงระยะเวลา 1 เดือนหลังจากที่ตนเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา ตอนนี้ก็ประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว เขาจะประสานงานติดต่อเชิญผู้สื่อข่าวกัมพูชามา ส่วนผู้สื่อข่าวของไทยนั้นก็จะมีกระบวนการคล้ายๆกัน และในวันนี้ (27 ก.ย.) ตนก็จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีข่าวสารของกัมพูชาให้มาเยือนประเทศไทยด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า รวมถึงการที่สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าจะส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ที่ยังหลบหนีอยู่ในกัมพูชาด้วยหรือไม่ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สมเด็จฮุนเซ็นบอกกับนายกรัฐมนตรีว่าถ้าเขาพบตัว เพราะผู้ร้ายข้ามแดนมีอยู่หลายคดี ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับไทย แล้วถ้าเขาพบเห็นถ้าสามารถดำเนินการได้เขาก็จะดำเนินการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกรณีของผู้สื่อข่าว
"กษิต"เล็งทำแผนฟื้นสัมพันธ์"ไทย-เขมร"
ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเดินหน้าสานสัมพันธ์กับกัมพูชาหลังผู้นำสองประเทศได้พบปะกันที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า หลังจากตนเดินทางกลับประเทศไทยคงต้องทำแผนงาน 2 ส่วน คือจะจัดทำแผนทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น โดยในส่วนท้องถิ่นมีแผนในใจว่าจะให้มีการประสานงานกับกระทรวงกลาโหมในพื้นที่ ทั้งทางแม่ทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี และนาวิกโยธินที่รับผิดชอบทางด้านจันทบุรีและตราด เพื่อให้มีการประสานงานกันทั้งทหาร และผู้ว่าราชการจังหวัด ในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แข่งขันกีฬา เช่นฟุตบอล แข่งเรือ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการของมหาวิทยาลัยท้องถิ่น และเราจะขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการแพทย์ รวมถึงความร่วมมือในการทำลายทุ่นระเบิด และนอกจากนี้ยังจะให้มีความร่วมมือในการขึ้นทะเบียนชาวไทยและกัมพูชาที่อยู่บริเวณชายแดนและเก็บของป่า เพื่อที่จะได้แยกพี่น้องชาวไทยและกัมพูชาที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนออกจากกระบวนการอาชญากรรม
" เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างไทย-กัมพูชาระดับท้องถิ่นว่า ต่อไปหากชาวบ้านไปเก็บฟืน เก็บของป่า อาจจะมีการล้ำกันบ้างในเขตแดน หรือถ้าเข้าไปในพื้นที่ที่ยังมีการพิพาทยังไม่แล้วเสร็จ ก็ขอให้อะลุ้มอล่วยกัน และอะไรก็ตามที่เป็นประเด็นปัญหา เช่นการลักลอบตัดป่าสงวน ก็จะประสานงานกันมากขึ้นในการจับผู้ร้ายเหล่านี้ และเพื่อไม่ให้มีปัญหายิงกันแล้วกลายเป็นเรื่องใหญ่ จึงอยากให้มีการคมนาคมสื่อสารให้ชัด คล้าย ๆ กับมีฮอตไลน์ในระดับท้องถิ่น รวมถึงจะให้มีการทบทวนข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายเรื่องการเปิดจุดผ่านแดนผ่อนปรน ซึ่งการดำเนินการจะอยู่บนหลักถ้อยทีถ้อยอาศัย และขณะนี้ได้สั่งการไปยังข้าราชการที่กระทรวงให้เตรียมการเอาไว้แล้ว และเมื่อกลับไปก็คงใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถเสนอแผนนี้ต่อนายกรัฐมนตรีได้ " นายกษิต กล่าว
นายกษิต กล่าวอีกว่า ธรรมดาทหารสองฝ่ายก็ติดต่อกันอยู่แล้ว แต่ให้เกิดความเข้าใจ เมื่อมีปัญหาอะไรก็ให้พูดคุยกันอย่านำไปสู่การใช้กำลัง และแยกแยะวิถีชีวิตชาวบ้านในป่าออกจากขบวนการอาชญากรรมทั้งหลาย และเราต้องเร่งร่วมมือประสานงานในการปราบปรามโจรผู้ร้าย ขบวนการลักลอบของเถื่อนก็ดี และอีกประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ ข้อเสนอของแต่ละฝ่ายว่าด้วยการเปิดจุดผ่านแดนผ่อนปรน เราก็อยากให้มีความสะดวกมากขึ้นสำหรับการค้าขายในระดับท้องถิ่น การสัญจรไป-มา การท่องเที่ยวต่าง ๆ ในหลักการก็คงไม่มีข้อติดขัดใด ๆ แต่ประเด็นอยู่ที่ตรงจุดมากกว่า คือจุดที่ต้องปลอดระเบิดและต้องไม่เข้าไปอยู่ในจุดที่อาจสร้างปัญหาเรื่องเขตแดน ซึ่งก็ต้องดูว่าที่ไหนเหมาะสมที่สุด
รมว.ต่างประเทศ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนฟื้นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในระดับส่วนกลางนั้น จะดำเนินการในกลไกให้ความช่วยเหลือว่าด้วยการพัฒนา ซึ่งไทยมีสำนักงานความร่วมมือกับต่างประเทศ (สพร.)และสำนังกานความร่วมมือพัฒนาต่างประเทศด้านเงินผ่อนปรน สังกัดกระทรวงการคลัง และยังมีกลไกผ่านกรมสารนิเทศ สำนักนโยบายและแผนของกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีงบประมาณว่าด้วยการส่งเสริมสันทวไมตรี ความร่วมมือด้าน วัฒนธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถดำเนินการกับกัมพูชาได้ อย่างเช่นด้านวัฒนธรรมนั้น ทุกปีไทยจะส่งคณะกฐินหลวงออกไปต่างประเทศ และมีวัดเป้าหมายอยู่ในกัมพูชาแล้ว ทั้งนี้จะเป็นเรื่องของการวางแผนว่าจากนี้ไปจนถึงปีหน้า ซึ่งจะเริ่มปีงบประมาณใหม่แล้วในเดือนตุลาคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ค้างอยู่ คือตนเคยเชิญรัฐมนตรีกรมประชาสัมพันธ์หรือสารนิเทศของกัมพูชามาเยือนไทย และมีโครงการเชิญสื่อกัมพูชามา และขณะนี้บรรยากาศเริ่มคลี่คลาย ก็หวังว่ากัมพูชาจะตอบรับคำเชิญมาเยือนประเทศไทยได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งจะแลกเปลี่ยนกันได้คือ การดำเนินการผ่านเครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งในส่วนของไทยคือกรมประชาสัมพันธ์



