ข่าว

ชาวเน็ตกับการเลือกตั้งพม่า(1)

ชาวเน็ตกับการเลือกตั้งพม่า(1)

27 ก.ย. 2553

หนึ่งใน "ผู้บุกเบิกบล็อก" ในแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิรวดีพม่าที่แสนจะภูมิใจกับเว็บไซต์ยอดนิยมของตัวเองแม้จะถูกรัฐบาสสั่งปิดเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้ว แต่ก็ยังดึงดันอัพเดทข่าวเจาะลึกการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปีอย่างตามติดทุกระยะ

 ทิน ซาน ซึ่งเป็นนามแฝงของบล็อกเกอร์ผู้บุกเบิกผู้นั้นได้จัดทำการวิจัยด้วยความระมัดระวังบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งคอยให้รายละเอียดระเบียบการเลือกตังให้ชาวพม่าได้รับรู้กันถ้วนหน้า

 "ชาวพม่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่องการออกเสียงเลือกตั้งสักเท่าใดนัก เราจำเป็นต้องให้ข้อมูลข่าวสารให้แก่พวกเขาให้มากที่สุด" ทิน ซาน วัย 30 ปี ก็เหมือนกับเพื่อนร่วมชาติที่มีอายุไม่ถึง 38 ปี นั่นก็คือไม่เคยมีโอกาสไปหย่อนบัตรเลือกตั้งมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว

 แม้ว่านานาประเทศแถบตะวันตกจะโจมตีการเลือกตั้งซึง่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายนว่ามากด้วยสารพัดกลโกงต่างๆ เพื่อกีดกันไม่ให้ผู้มีความเห็นไม่ลงรอยกับรัฐบาลมีโอกาสได้ผุดได้เกิดทางการเมือง แต่ทิน ซานและบล็อกเกอร์ไม่ใช่น้อยกลับมองในแง่ดีว่าประชาชนควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศครั้งนี้และได้เปิดอภิปรายทางออนไลน์เกี่ยวกับการเลือกตั้งต่างๆ นานา

 "ผมเองก็รู้ว่ามีอิทธิพล ทางความคิดต่อผู้อ่านจำนวนมาก ผมก็แค่อยากให้พวกเขารู้จักคิดเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ"

 "เท่าที่ผมรู้ คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจการเลือกตั้งสักเท่าใดนัก แม้ว่าพวกเขาต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นก้าวแรกที่แสนหินก็ตาม"

 เมื่อดูจากธุรกิจคาเฟ่ไซเบอร์ทั่วย่างกุ้งที่ผุดเป็นดอกเห็ดแล้ว ผู้จัดทำเว็บไซต์ต่างๆ ก็ใช้เป็นช่องทางที่จะติดต่อสื่อสารกับกลุ่มวัยรุ่นแม้ว่าการติดต่อจะเป็นไปด้วยความเชื่องช้า แถมบ่อยครั้งไฟจะดับและเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะถูกรัฐปราบปรามนักเคลื่อนไหวทางออนไลน์

 จากรายงานของกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดนระบุว่า นักเคลื่อนไหวออนไลน์ในพม่าเหล่านี้จะคอยช่วยกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปค้นหาเว็บไซต์การเมืองเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องต้องห้ามและเสี่ยงต่อการถูกสั่งปิดก็ตาม

 กลุ่มนักข่าวไร้พรมแดนยังโจมตีกฎหมายควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของพม่า ว่าเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ทำตามใจชอบมากที่สุดในโลก ? โดยชาวเน็ตที่ฝ่าฝืนจะต้องโทษจำคุกเป็นเวลานาน

 ทิน ซาน ซึ่งมีเพื่อนในเฟซบุ๊กราว 2,000 คน และผู้ติดตามข่าวสารของบล็อกอีกหลายพันคนยอมรับว่าได้จัดประชุมลับทั่วย่างกุ้งเพื่อหารือเกี่ยวกับผู้ใช้เน็ต รวมทั้งการหาทางเจาะทะลวงมาตรการคุมเข้มของรัฐบาล

 "ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ทางการเมืองจะถูกแบน แต่พวกคุณก็สามารถเปิดอ่านได้อย่างเช่นผ่านกูเกิล รีดเดอร์ เป็นต้น นอกเหนือจากเปิดเว็บไซต์เครือข่ายสังคมต่างๆ

 ระหว่าง "การปฏิวัติผ้าเหลือง" ช่วงที่พระภิกษุสงฆ์เป็นหัวโจกนำการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ชาวพม่าก็ใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ภาพวิดีโอให้โลกภายนอกได้ประจักษ์ จนเป็นชนวนให้รัฐบาลทหารสั่งแบนอินเทอร์เน็ต

 นอกเหนือจากการถูกคุมเข้มและถูกตรวจสอบทุกระยะแล้ว ปัญหาของชาวเน็ตในประเทศนี้ยังมีอีกมาก เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคโดยเฉพาะไฟฟ้ายังขัดข้องเป็นประจำ ทำให้การเชื่อมต่อเว็บไซต์เป็นไปด้วยความเชื่องช้าโดยเฉพาะในวันสำคัญๆ ทางการเมืองอย่างเช่นวันที่ 8 เดือน 8 ซึ่งเป็นวันครบรอบปีการลุกฮือทางการเมืองครั้งใหญ่ของนักศึกษาและประชาชนเมื่อปี 1988

 "ผมคิดว่ารัฐบาลค่อนข้างกลัวอิทธิพลของบล็อกและบล็อกเกอร์" ทิน ซาน เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมบล็อกเกอร์พม่าที่มีอยู่ราว 1,500 ราย กล่าว

 เชื่อว่าระหว่างการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ รัฐบาลคงจะเพิ่มมาตรการคุมเข้มสื่อออนไลน์อีกครั้ง แต่ถึงตอนนี้คนส่วนใหญ่เริ่มกล้าที่จะเข้าถึงออนไลน์ทางการเมืองทันทีที่สามารถทำได้

 "ทุกวันผมจะได้รับอีเมลจากเพื่อนวันละ 10-20 ฉบับ พูดถึงเรื่องต่างๆ ที่รัฐบาลได้ทำลงไป" วิน อู วัย 28 ปีในย่างกุ้งเผยและว่า เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งได้ส่งการ์ตูนล้อเลียนการเมืองเป็นภาพพลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย แต่งตัวเป็นตัวตลก บล็อกเกอร์ชื่อดังเนย์ โพน แล็ตต์ ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเมื่อปี 2008 แต่ต่อมาลดโทษเหลือ 12 ปี ในข้อหาสะสมภาพล้อเลียนทางอีเมลนอกเหนือจากข้อหาอื่นๆ

 สำหรับผู้ที่สามารถกระโดดข้ามกำแพงการคุมเข้มและยอมเสี่ยงแล้ว อินเทอร์เน็ตจะเป็นช่องทางของการมีเสรีภาพในการวิจารณ์การเลือกตั้งมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งยังคงถูกเซ็นเซอร์อยู่เหมือนเดิม

 ในส่วนของพรรคการเมืองนั้นมีร้อยพรรคมากที่จะรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ แต่มีแค่ 2 พรรคเท่านั้นที่พยายามจะทำ ได้แก่พรรครัฐสภาประชาธิปไตยพม่าและพรรคสันติภาพและความหลากหลาย แต่เว็บไซต์ของ 2 พรรคนี้ก็ถูกทางการสั่งแบน

 แต่ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ของ 2 พรรคจะไม่ถูกแบน การเปิดเข้าไปเว็บไซต์นี้ก็เป็นไปด้วยข้อจำกัดมากมายแม้กระทั่งในเมืองใหญ่ๆ อย่างย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ก็ตาม

 จากข้อมูลของสหภาพการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติในเจนีวาระบุว่าเมื่อปีที่แล้ว มีชาวพม่าแค่ 1 ในทุกๆ 455 คนที่ใช้อินเทอร์เน็ต

 จากข้อมูลของพรรคการเมืองใหญ่ๆ ระบุว่าราว 2 ใน 3 ของประชากรซึ่งคาดว่ามีอยู่ราว 50 ล้านคนมีถิ่นพักอยู่ตามชนบท และอยากเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

 "สำหรับวัยรุ่นในเมืองแล้วอาจจะไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ต แต่กับวัยรุ่นในชนบท พวกชาวนาและคนที่อยู่ตามเมืองเล็กๆ ล่ะ เราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร" บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจคนหนึ่งในย่างกุ้งถาม

 บรรดาชาวเน็ตยังคงหวังว่าการเคลื่อนไหวทางออนไลน์ แม้จะถูกจำกัดและคุมเข้ม จะช่วยสร้างความตระหนักทางการเมืองทั่วประเทศ

 "อินเทอร์เน็ตสามารถช่วยเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง บางทีอาจจะยังไม่ใช่ครั้งนี้หากแต่เป็นครั้งหน้า" อดีตนักศึกษากลุ่ม "อีเกรนส์พม่า" วัย 26 ปี ซึ่งมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเข้าร่วมการเลือกตั้ง

 "ตอนนี้เราอบรมในช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยน เราจึงมุ่งความสนใจไปที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การอัพเดทข่าวและทำมากขึ้น แม้ว่าเราอาจจะรอเห็นผลในอีก 10 ปีไม่ใช่ในช่วงนี้ก็ตาม"

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์