
พาณิชย์ปรับแผนกระตุ้นส่งออกปีหน้าเรียกประชุมทูตพาณิชย์-รุกจัดกิจกรรมรับบาทแข็ง
พรทิวา สั่งทำแผนกระตุ้นการส่งออกปี 54 ตั้งเป้าเติบโต 10% ชู เอ็กซ์ปอร์ต เวิลด์ ทัวร์ พร้อมยกระดับเอสเอ็มอีส่งออกของไทย ปั้นรางวัลเทียบเท่า พีเอ็ม อวอร์ด ด้านกรมส่งออกชี้ ค่าบาทยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในปีหน้า ระบุบาทแข็งค่า 1 บาท กระทบมูลค่าการส่งออกหายไป
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนการกระตุ้นการส่งออกปี 2554 เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายเติบโตที่ประมาณ 10% ว่า ตนได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการส่งออกปรับกลยุทธการตลาดใหม่ โดยดูแผนการจัดกิจกรรมว่าส่วนใดควรลดหรือเพิ่มและต้องให้เกิดความคุ้มค่า และจะเพิ่มเติมในส่วนของโครงการเอ็กซ์ปอร์ต เวิลด์ ทัวร์ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหลัก เน้นตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน รัสเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย และดูไบ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้จะฟื้นโครงการไทย ซีเล็กท์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศ กลับมาอีกครั้งหลังจากชะลอโครงการไประยะหนึ่ง และให้ส่งเสริมส่วนประกอบอาหารหรือเครื่องปรุงจากไทยเพิ่มเติม ทั้งยังได้มอบให้กรมส่งออกจัดทำแผนเอสเอ็มอี ซีเล็กท์ และโอท็อป ซีเล็กท์ โดยจะยกระดับรางวัลที่ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่งออกให้เทียบเท่ากับรางวัลพีเอ็ม อวอร์ด (ไพร์ม มินิสเตอร์ อวอร์ด) ที่ให้สำหรับผู้ประกอบการส่งออกรายใหญ่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำแผนและออกหลักเกณฑ์
สำหรับข้อตกลงทางการค้า (เอฟทีเอ) ที่ไทยได้ทำกับประเทศคู่ค้า ซึ่งปัจจุบันมี 7 ฉบับ จะให้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ส่วนกิจกรรมที่เหลือของปีนี้นอกจากจะมีการประชุมทูตพาณิชย์ในช่วงวันที่ 21-22 ตุลาคมนี้แล้ว ยังจะมีการจัดงานไทยแลนด์ แฟชั่น เอ็กซ์โป 2010 ในปลายปีนี้ด้วย
ด้านนางนันทวัลย์ สกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การประชุมทูตพาณิชย์ช่วงวันที่ 21-22 ตุลาคมนี้ ได้วางเป้าหมายหลักคือการจัดทำแผนในปีหน้าให้โดยมอบหมายทูตพาณิชย์ให้จัดทำแผนให้เข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางการส่งออกในปีหน้า ต้องดูปัจจัยเรื่องค่าเงินเป็นสำคัญ เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาทจะมีผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ทำให้ผู้ส่งออกเองต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว
“สิ่งที่ภาคเอกชนขอไว้ก็คือ น่าจะมีมาตรการที่จะสกัดเงินร้อนเข้ามาเก็งกำไร ซึ่งเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดทุนนั้นถือเป็นเงินระยะสั้น จึงต้องเทียบกันกับเซคเตอร์ที่มีการลงทุนจริง โดยดูว่าเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศเหล่านี้จะได้ประโยชน์จริงหรือไม่เมื่อเทียบกับผลกระทบในวงกว้าง ส่วนที่เราสามารถดำเนินการได้ในตอนนี้ก็คือการออกไปให้ความรู้ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอี” นางนันทวัลย์กล่าว



