
มทภ.4:ความมั่นคงไม่ได้เกิดจากปืน
ตลอด 2 ปีนับตั้งแต่ที่ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร เข้ามาดำรงตำแหน่ง "แม่ทัพภาคที่ 4" ได้มุ่งทำงานตามยุทธศาสตร์พระราชทาน คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาโดยตลอด
ทว่า ความที่บทบาทด้านการส่งเสริมความกินดีอยู่ดีตามนโยบาย "การเมืองนำการทหาร" ทำให้บทบาทด้านนี้เด่นกว่างานยุทธการจนทำให้ถูกบางฝ่ายตั้งฉายาอย่างค่อนแคะว่าเป็น "นายพลอีเอ็ม" ที่เจ้าตัวมองว่า ผู้ที่คิดเช่นนี้ยังไม่เข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
พล.ท.พิเชษฐ์กล่าวว่า แม้จะถูกโจมตีอย่างไรก็ตาม แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้นำเอาปุ๋ยชีวภาพ หรือ "อีเอ็ม" มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สามารถไปนั่งอยู่ในหัวใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่
ส่วนที่ถูกโจมตีว่า ไม่ได้เป็นนักรบ แต่เป็นเพียงนายพลอีเอ็มเท่านั้น พล.ท.พิเชษฐ์ก็อยากบอกให้รู้ว่า เคยสู้รบมาหลายสมรภูมิโดยเฉพาะในพื้นที่อีสานใต้ในการกวาดล้างผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เมื่อ 30 กว่าปีก่อน
"ผมมองว่าความมั่นคงไม่ได้เกิดจากการสู้รบหรือการใช้ปืนอย่างเดียว แต่เมื่อประชาชนอยู่ดีกินดีคนก็จะมั่นคง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่าประชาชนอยู่ดีกินดีก็จะไม่รบราฆ่าฟันกัน ผมจึงเอาเรื่องจุลินทรีย์เข้าแก้ปัญหาพืชผลเกษตร"
ผลจากการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ปุ๋ยอีเอ็ม ทำให้พืชผลเจริญเติบโตเป็นอย่างดี และทุกวันนี้พืชผลทางการเกษตรก็มีราคาดีมาก เขาจึงไม่สนใจกับเสียงโจมตี แม้จะถูกกล่าวหาว่าบ้า พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือรบไม่เป็นก็ไม่เป็นไร เพราะผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
สำหรับมุมมองด้านงานยุทธการในพื้นที่ พล.ท.พิเชษฐ์มองว่า การ "กำกับดูแล" ของผู้บังคับบัญชาเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้การแก้ปัญหาในพื้นที่ การที่จะแพ้หรือชนะจะวัดกันที่ความละเอียดลออของผู้บังคับหน่วย ซึ่งจะต้องเข้มงวด จริงจัง ไม่เผอเรอกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ทั้งนี้ การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เข้ามากำกับดูแลในพื้นที่ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการในลักษณะไหนทำให้พลาดได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการเข้ามาล้วงลูก เพียงแต่เข้ามาเติมเต็มในการแก้ไขปัญหาเท่านั้น
ขณะที่ปัญหาความรุนแรงที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะงานยุทธการที่ไม่เข้มแข็งพอ เขากลับมองว่า ถ้าไม่ให้ทหารทำงานด้านการเมืองจะยิ่งเป็นจุดบอด เพราะอันที่จริงแล้วงานด้านนี้น่าจะเป็นหน้าที่ของพลเรือนมากกว่า
แต่ใน "พื้นที่พิเศษ" ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คนทั่วไปไม่กล้าเข้าไปก็ต้องให้ทหารทำ หลังจากทหารทำได้ดีแล้วก็จะต้องกอดคอข้าราชการพลเรือนเข้าไปช่วยกัน ถ้าบอกว่างานที่เป็นงานการเมืองให้พลเรือนทำอย่างเดียว ก็เป็นห่วงว่าสถานการณ์จะพลิกกลับมาอีก
ส่วนที่สถานการณ์กลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงนี้ พล.ท.พิเชษฐ์กลับมองว่า สถานการณ์ไม่รุนแรง แต่กลุ่มคนที่ก่อเหตุพยายามที่จะดำเนินการเพื่อชี้ให้เห็นว่าพวกเขายัง "มีตัวตน" อยู่
พล.ท.พิเชษฐ์ยกตัวอย่างว่า เดิมเคยเกิดเหตุระเบิดในเขตเมืองสำคัญๆ จนสร้างความสูญเสียมาแล้วหลายครั้ง แต่ปัจจุบันถึงจะมีระเบิด แต่ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้เหมือนก่อน และต้องออกไปก่อเหตุนอกเมืองมากขึ้น
ดังนั้น จะนับเฉพาะจำนวนครั้งมาวัดคงไม่ได้ ต้องดูผลการก่อเหตุเป็นหลัก ที่สำคัญ คือ ประชาชนเอาด้วยกับเขาหรือไม่ !?
พล.ท.พิเชษฐ์ระบุว่า "ทุกวันนี้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายกลุ่มโจร และให้ข่าวสารแก่ทางราชการมากขึ้น ซึ่งถ้ากองทัพสามารถดำรงการแก้ไขปัญหาแบบนี้อีก 2-3 ปี ผมคิดว่าคงจะเห็นหน้าเห็นหลังมากกว่านี้"
ส่วนงานด้านการข่าวนั้น ยืนยันว่า ทำงานได้ผลดีมาก ประชาชนเริ่มมีความมั่นใจเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น แต่ก็กลัวว่าถ้าเหตุการณ์ดีแล้วเอาทหารออกไปเขาคงไม่กล้าให้ข่าวทหารอีก ซึ่งในการแก้ปัญหาต้องทำตามแบบของเรา จะเอาหลักการแบบฝรั่งมาใช้ตลอดไม่ได้
พล.ท.พิเชษฐ์ยืนยันว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น แต่ถ้าดูจากการรายงานข่าว และไม่ได้ลงไปอยู่ในพื้นที่เลย แล้วไปตัดสินใจว่าสถานการณ์ในพื้นที่มันเลวลง ก็เหมือนไม่ให้ความเป็นธรรมต่อคนทำงานในพื้นที่
เมื่อถามถึงจำนวนกลุ่มที่ก่อเหตุอยู่ในปัจจุบัน พล.ท.พิเชษฐ์ให้ข้อมูลว่า "กลุ่มที่ก่อเหตุมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มวางระเบิด กลุ่มก่อเหตุ และกลุ่มแนวร่วม ซึ่งมีประมาณ 8,000 คน โดยจะป่วนไปทั่วทุกพื้นที่ แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหว ทางการข่าวเรารู้หมดแล้ว และสามารถจับกุมได้บ่อยครั้ง โดยเดือนหนึ่งจับได้หลายคน ขณะที่เยาวชนที่เข้าไปเป็นแนวร่วมก็มีสถิติลดลงจากเดิมมาก"
เมื่อการข่าวรู้ว่าจะมีการก่อเหตุในพื้นที่ก็จะส่งกำลังทหารเข้าไปสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายมีอิสระในการก่อเหตุ ซึ่งเมื่อพื้นที่ใดมีเจ้าหน้าที่ดูแลเข้มงวด กลุ่มก่อการร้ายก็จะไปปฏิบัติก่อเหตุอีกพื้นที่หนึ่งที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กว้างมาก แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระ แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งในกรณีนี้แม้แต่ กทม.ก็ยังมีปัญหา ดังนั้น จึงอยากให้เข้าใจเจ้าหน้าที่ด้วย
สำหรับแนวคิดที่จะให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่นั้น พล.ท.พิเชษฐ์มองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่บังคับใช้ในพื้นที่มีผลดีมากกว่าผลเสีย
"การจะเลิกหรือไม่จะต้องฟังเหตุผลให้รอบด้าน จะเอาความรู้สึกของใครไปตัดสินใจอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะถ้าเลิกแล้วเกิดปัญหารุนแรงขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ"
เมื่อประเมินจากข้อเท็จจริงของผู้ที่ทำงานในพื้นที่ พล.ท.พิเชษฐ์ให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์ขณะนี้กองทัพยังสามารถควบคุมได้ และไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาร่วมผสมโรงในพื้นที่
แต่ฝ่ายตรงข้ามมีการปรับกลยุทธ์ด้วยการ "หลอกล่อ" มากขึ้น จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวัง และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายเข้ามาวางกำลังในพื้นที่ได้อีก
ส่วนคนที่จะมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 สานงานต่อจากเขา คือ พล.ต.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ พล.ท.พิเชษฐ์กล่าวว่า รู้สึกดีใจ เพราะพล.ต.อุดมชัย เป็นคนที่ประชาชนในพื้นที่ยอมรับ และเชื่อว่าจะเข้ามาช่วยให้ปัญหาต่างๆ ในพื้นที่คลี่คลายไปได้อย่างแน่นอน
ปัญญา ทิ้วสังวาลย์



