
ยกเลิก ก.ม.หมิ่นปิดปากสื่อ?
ในห้วงระยะเวลาที่สังคมไทยร้อนระอุด้วยความขัดแย้งทางการเมือง อีกทั้งการขยายตัวของธุรกิจเอกชนที่ส่งผลกระทบไม่เพียงธุรกิจรายย่อย หากยังส่งผลให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญ รบกวนความสงบสุขของประชาชนทั่วไป
มีคดีฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทจำนวนมาก ทั้งนักการเมืองด้วยกันเอง นักการเมืองกับสื่อ รวมทั้งธุรกิจเอกชนกับสื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ฟ้องคดีมิได้มีความประสงค์จะปกป้อง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเยียวยาแก้ไขความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากถ้อยคำหมิ่นประมาท แต่เป็นการฟ้องเพื่อปิดปากมิให้สื่อนำเสนอข่าวนั้นต่อไป หรือฟ้องด้วยเจตนากลั่นแกล้ง หรือขู่ให้กลัว เช่นเดียวกับที่ห้างสรรพสินค้าข้ามชาติรายใหญ่รายหนึ่ง เลือกฟ้องบรรณาธิการข่าว เรียกค่าเสียหายนับร้อยล้าน เพื่อมิให้บรรณาธิการหยุดวิพากษ์วิจารณ์การทำธุรกิจ ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม
ถึงแม้ว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 จะมีข้อยกเว้นความรับผิดกรณีที่แสดงความคิดเห็น หรือข้อความโดยสุจริต ดังนี้ 1.เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม 2.ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ 3.ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งอื่นใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ 4.ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเพื่อการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม แต่หากข้อยกเว้นเหล่านี้ พิจารณาร่วมกับความเป็นบุคคลสาธารณะ หรือ Public Figure ซึ่งโดยปกติหมายถึงบุคคลที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนทั่วไป เช่น นักการเมือง ดารานักแสดง ก็อาจทำให้คดีความที่ไม่มีสาระลดลง เพราะถือว่าคนเหล่านี้ได้สละสิทธิ์ที่จะดำเนินชีวิตโดยปราศจากการสังเกตของสื่อมวลชนแล้ว
เมื่อปลายสัปดาห์นี้ ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้เขียนบทความ วิพากษ์วิจารณ์ ผู้นำการชุมนุมในช่วงวิกฤติการเมืองเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ทั้งที่ผู้นำการชุมนุมใช้วาจาส่อเสียด ถากถาง หมิ่นประมาทบุคคลอื่น บนเวทีปราศรัย ชัดเจน ซึ่งก็เป็นบทบาทที่มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐ และปูทางให้ผู้นำของตนกลับมามีอำนาจ ซึ่งในฐานะสื่อมวลชน ก็ต้องทำหน้าที่ในการวิพากษ์วิจารณ์ ให้ความรู้แก่ประชาชน ให้สามารถแยกแยะความจริงได้ เป็นประโยชน์สาธารณะ หาใช่เป็นการโจมตีในเรื่องส่วนตัวไม่ ถึงกระนั้นศาลก็ฟังว่า การที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ซึ่งต้องเชื่อว่าสุจริตนี้ เป็นการมุ่งประสงค์ร้ายต่อตัวบุคคล เป็นความผิดร้ายแรงที่ผู้กระทำจะต้องรับโทษทางอาญา
แน่นอนว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ซึ่งเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย แต่ความรับผิดชอบในความผิดเกี่ยวกับชื่อเสียงนั้นไม่ควรเป็นความรับผิดทางอาญา หากควรเป็นเพียงความรับผิดทางแพ่ง ผู้ฟ้องคดีควรใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต และศาลควรกำหนดค่าเสียหายทางแพ่งในเชิงการลงโทษ คือการกำหนดค่าเสียหายในอัตราที่สูง เช่นเดียวกับในประเทศในตะวันตก การยกเลิกหรือปรับหลักการกฎหมายหมิ่นประมาท กลับจะทำให้สังคมปกติสุข ไม่มีใครจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกป้องความผิดของตัวเองต่อไป



