
ผบ.ตร.เเจงระเบิดกทม.3จุดอภิสิทธิ์นำหารือครม.
นายกฯรับทราบรายงานระเบิด 3 จุดทั่วกทม.จากวิเชียรเเล้ว รับเป็นระเบิดสร้างสถานการณ์ พร้อมนำเรื่องนี้หารือกับครม.รับระเบิดรั่วไหลเพราะไม่ได้เข้มงวด เเย้มพร้อมเลิกพรก.ฉุกเฉิน 3 จ.อีสาน ตำรวจระบุเหตุระเบิดที่สนามม้านางเลิ้ง คล้ายระเบิดที่พบหน้าโรงเรียนสันติรา
(26ก.ย.) ที่สถานีโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการออกอากาศรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายก ฯ อภิสิทธิ์ ”กรณีที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์ โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เข้าพบในช่วงเช้าวันนี้ว่า ผบ.ตร. ได้รายงานสรุปสถานการณ์ ที่เกิดเหตุระเบิดหลายวันติดต่อกัน ซึ่งรายงานว่าเหตุระเบิดที่ย่านถนนพระราม 3 ย่านตลิ่งชัน น่าจะเป็นเหตุเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทั่วไป ส่วนเหตุระเบิดสนามม้านางเลิ้งที่เกิดขึ้นวันนี้ กำลังตรวจสอบ
เมื่อถามว่า เหตุที่เกิดขึ้นสะท้อนเกี่ยวกับเรื่องอาวุธสงครามหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องหาทางที่จะเข้มงวดกวดขันให้มากขึ้น แต่ยังไม่มีตัวบ่งบอกอย่างนั้น ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เห็นว่าเป็นประทัดยักษ์ เมื่อถามว่า ปัญหาเวลานี้คือวัตถุระเบิดสามารถหาและผลิตกันได้ง่ายขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตั้งใจว่าจะนำเข้าหารือคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับปัญหาตรงนี้ โดยจะดูแลเรื่องการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องอาวุธต่างๆ ของเราไม่ได้เข้มงวดกวดขันกันมา จึงกลายเป็นปัญหา ซึ่งภายหลังเมื่อมีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้นก็ใช้กันมากขึ้น
เมื่อถามว่า จะมีมาตรการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูที่มาว่า ส่วนใหญ่มาจากที่ไหน อย่างไรเพื่อให้มีการแก้ได้ถูกจุด เมื่อถามว่า ถึงแนวโน้มการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ เพราะนายกฯเคยระบุว่าจะพิจารณายกเลิกในพื้นที่อีสาน เช่น จ.อุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ โดยจะฟังจากหน่วยงานต่างๆ ด้วยและประเมินจากเหตุการณ์ด้วย ซึ่งเวลานี้ พ.ร.ก.ที่ประกาศใช้เหลืออยู่ 7 แห่ง คือ ภาคอีสาน 3 จังหวัด กรุงเทพ ฯ และปริมณฑล 4 จังหวัดซึ่งแนวโน้มภาคอีสานก็น่าจะเลิกได้ก่อน โดยการพิจารณาจะฟังข้อมูลจากหลายๆ ทาง
เมื่อถามว่า วันนี้มองว่ามีอะไรน่ากังวลบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ที่ยังมีความรุนแรงอยู่ในรูปแบบการวินาศกรรม ก็ต้องระวังไม่ให้มีเหตลุกลามที่จะนำไปสู่เงื่อนไขนั้น ขณะเดียวกันต้องให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สรุปให้ชัดเจนถึงการใช้อำนาจต่างๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานของกลุ่มที่ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เห็นว่ายังมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันอยู่เยอะเรื่องการใช้อำนาจต่างๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เมื่อถามว่า จะมีการชี้แจงกับกลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ได้พบตัวแทนที่มาร่วมฟังปาฐกถาซึ่งได้ชี้แจงไปเยอะว่า บางเรื่องอาจจะเข้าใจผิด เช่นเรื่องการจับกุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังต้องไปขออนุมัติจากศาล หรือการจะคุมขังคนในที่ลับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้มีอำนาจนั้นเลย ซึ่งสถานที่คุมขังก็ต้องเปิดเผย ขณะที่ช่วงหลัง ๆ เราไม่ได้ใช้อำนาจนั้นเลย เมื่อถามว่ามีอะไรที่ทำให้เข้าใจผิดเพราะส่วนใหญ่เป็นประเด็นปัญหาเดิม ไม่ใช่ประเด็นใหม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็อาจเป็นเรื่องที่ว่าอาจไม่ได้มีข้อมูลครบถ้วน อาจฟังข้อมูลจากบางฝ่ายเท่านั้น ซึ่งเรื่องการชี้แจงตนได้ขอให้ ศอฉ. ทำให้มากขึ้นโดยคุยกับพ.อ.สรรเสริญ เเก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.แล้ว
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจะหยุดระเบิดกลางกรุงได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่างเหตุที่เกิดขึ้นที่ถนนพระราม 3 เเละเขตตลิ่งชัน ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไป ก็ต้องยอมรับว่าคงเป็นเรื่องยากที่เราจะบอกว่าสามารถดูแลทุกซอกทุกมุมได้ตลอดเวลา แต่เรื่องระเบิดที่นางเลิ้งก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น เมื่อถามว่า เป้าหมายดูเหมือนเป็นการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ เพราะหากจะทำร้าย ผู้ก่อเหตุต้องไม่เลือกยามวิกาล เเละต้องเลือกสถานที่สาธารณะที่มีคนอยู่จำนวนมาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ลักษณะก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งเราต้องไม่ประมาท
เมื่อถามว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจรัฐหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังสรุปอย่างนั้นไม่ได้ ต้องตรวจสอบก่อน
พล.ต.อ.วิเชียรตั้งรางวัลนำจับมือบึ้ม1แสนบาท
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดบริเวณหน้าราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนามม้านางเลิ้ง)เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาและเหตุระเบิดก่อนหน้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลหลายจุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่า ได้สั่งการให้ตำรวจในแต่ละพื้นที่ที่เกิดเหตุดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่เหตุระเบิดมีหลายแห่งจึงต้องการเบาะแสจากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีพลเมืองดี มีการแจ้งความจำนงกับทางตำรวจว่า จะให้รางวัลนำจับสำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสวางระเบิดจนไปสู่การติดตามจับกุมตัวได้รายละ 1 แสนบาท โดยจะมีประกาศเพิ่มเติมเพื่อที่จะให้มีการแจ้งเบาะแสต่อไป ซึ่งมีพลเมืองดีที่อยากช่วยงานตำรวจเนื่องจากเห็นว่าตอนนี้มีสถานการณ์การระเบิด โดยตนมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบแล้ว และเป็นหน้าที่ สตช.จะแจ้งให้ประชาชนทั่วไปรับทราบเรื่องนี้ว่า ยินดีจะมอบเงินรางวัลให้ผู้ที่แจ้งเบาะแสมือวางระเบิดหรือผู้ต้องหาจนสามารถจับกุมได้ โดยผู้ที่ชี้เบาะแส สามารถรับเงินรางวัลได้เลย ไม่ต้องรอจนศาลมีคำพิพากษา
เมื่อถามว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นแยกประเด็นระหว่างเรื่องส่วนตัว กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร ผบ.ตร. กล่าวว่า ประเด็นต่างๆนายกฯพูดไปแล้ว ซึ่งเหตุระเบิดขึ้นที่พระราม 3 น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนเหตุระเบิดสนามม้านางเลิ้งที่เกิดขึ้นเช้าวันนี้ น่าจะเป็นการก่อความวุ่นวายในปัจจุบัน โดยไม่ว่าจะมีจุดประสงค์เกี่ยวข้องสถานการณ์การเมืองหรือการป่วนให้เกิดความวุ่นวาย แต่น่าจะเป็นการประสงค์ร้าย
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงยังเกิดการระเบิดได้ทั้งที่เป็นจุดที่มีการเฝ้าระวังและมีจุดตรวจ ผบ.ตร.กล่าวว่า จริงๆแม้กำลังตำรวจจะมีความเข้มข้น มีการตั้งจุดตรวจ แต่ว่าก็ต้องยอมว่าบางส่วนไม่สามารถควบคุมได้หมด ซึ่งเหตุเป็นเวลากลางคืน และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กำลังตรวจตรา ขณะที่ ตำรวจนครบาล ก็มีแผนว่าตรงไหนที่เป็นจุดเสี่ยงก็จะเข้มเป็นพิเศษ ส่วนตรงไหนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าก็จะลดลงไป
เมื่อถามว่า กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงพอหรือไม่ หรือจะต้องมีการขอกำลังทหารเพิ่มเติม ผบ.ตร.กล่าวว่า ชั้นนี้ตำรวจพอจะรับมือไหว แต่ว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าเรื่องของระเบิดเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่ยังเป็นเรื่องที่ดี ที่มีพลเมืองดีออกมาเพื่อช่วยตำรวจในการป้องกันเหตุ
ขณะที่ ผบ.ตร. ยืนยันว่า เหตุที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องว่าการข่าวของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)มีความบกพร่อง ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการท้าทายอำนาจ ผบ.ตร.คนใหม่หรือไม่ พล.ต.อ. วิเชียร กล่าวว่า “ ลองของ เดี๋ยวลองตามจับให้ดู เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ” และที่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ฝากความหวังว่าอยากจะเห็นการหยุดเสียงระเบิดกลางกรุงให้ได้ เราก็จะพยายาม ขณะที่วันนี้ เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ 10 ที่รับผิดชอบตำรวจนครบาล กำลังเรียกประชุม
เมื่อถามว่า นายก ฯได้แสดงความเป็นห่วง เรื่องการใช้อาวุธสงครามนำมาใช้ง่ายขึ้น จะมีมาตรการแก้ไขหรือเข้มงวดอย่างไร ผบ.ตร.กล่าวว่า สตช.ได้ตั้งทีมปราบปราม โดยเฉพาะเรื่องอาร์พีจี ที่หายไป พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ที่ดูแล
เมื่อถามว่า สถานการณ์วันนี้ ทำให้หมดสิทธิ์ที่จะประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใน พื้นที่ในจังหวัดกรุงเทพฯผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องไปถาม ศอฉ.อีกที เพราะอาจจะรู้สถานการณ์อะไรมากกว่าตน
ชี้ระเบิดที่สนามม้านางเลิ้งคล้ายที่ร.ร.สันติราษฎร์วิทยาลัย
พ.ต.ท.อนุรักษ์ พิมพา สาวรวัตรสอบสวน สน.นางเลิ้ง เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่สนามม้านางเลิ้ง เมื่อคืนที่ผ่าน พ.ต.ท.กำธร อุ่ยเจริญ รองผู้กำกับการ กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ นครบาล ระบุว่า เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง โดยคนร้ายน่าจะนำท่อพีวีซีไปใส่ไว้ในถังที่มีปุ๋ยยูเรีย แล้วใช้วิธีจุดไฟเผากับสายชนวนแบบธรรมดา เมื่อไฟลามไปถึงดินดำ จะทำให้เกิดระเบิด โดยคนร้ายไม่จุดชนวนโดยโทรศัพท์ หรือตั้งเวลา เพราะเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ ไม่พบเศษชิ้นส่วนนาฬิกา หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างอื่น
ส่วนเศษผ้าที่พบ น่าจะเป็นชิ้นส่วนกระเป๋าที่คนร้ายใส่วัตถุระเบิดมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงพื้นที่ เพื่อนำกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บนสะพานลอย ตามแยกไฟแดง และบริเวณใกล้เคียง มาตรวจสอบว่าสามารถจับภาพผู้ต้องสงสัยไว้ได้บ้างหรือไม่ และเร่งหาพยานบุคคลที่เห็นคนร้ายขณะถือกระเป๋ามาวางก่อนจุดชนวนระเบิด
พ.ต.ท.อนุรักษ์ กล่าวอีกว่า หากระเบิดถูกต่อวงจรอย่างสมบูรณ์ และมีแรงอัดมากพอ จะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ สะพานลอยอาจพังลงมาได้ โชคดีขณะเกิดเหตุไม่มีประชาชน ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับสาเหตุน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์
ทั้งนี้ ระเบิดที่เกิดขึ้นคล้ายกับวัตถุระเบิดที่พบหน้าโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย สำหรับแนวทางการสืบสวน จะนำข้อมูลเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาประมวลดูว่า มีส่วนเชื่อมโยงกันหรือไม่ และในวันนี้เวลา14.00 น. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ10) จะเดินทางมาประชุมที่สน.นางเลิ้ง เพื่อเร่งรัดคลี่คลายคดี โดยมีพ.ต.อ.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล,พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และชุดสืบสวน เข้าร่วมประชุมอย่าง
พร้อมเพรียง



