
อภิสิทธิ์ชี้ผลประโยชน์ทำให้3จีชะงัก
"นายกฯ"รับปัญหาโทรคมนาคมเป็นเรื่องผลประโยชน์ ทำให้ 3 จีต้องชะลอ ย้ำชัดจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส และต้องมีความเป็นธรรม
(26ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ชะลอการเปิดประมูล 3 จี ว่า ปัญหาที่เราปฏิเสธไม่ได้เลย คือ ธุรกิจโทรคมกับธุรกิจกระจายเสียงนี้ เป็นธุรกิจที่มีผลประโยชน์มหาศาล เพราะฉะนั้นพอจะขยับทำอะไรจะมีข้อโต้แย้งอยู่ตลอดเวลา คำว่าผลประโยชน์มันมีทั้งผลประโยชน์ที่ดีและผลประโยชน์ที่ไม่ดี ซึ่งก็ทำให้เกิดความซับซ้อน และมันก็เป็นธุรกิจที่ จุดสำคัญคือการลงทุนตอนเริ่มต้น ใช่ไหม เพราะว่าพอประกอบการไปแล้วนี้ต้นทุนมันก็ไม่ได้เป็นตัวหลัก เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องมามุ่งว่าทำยังไงตัวเองจะสามารถเข้ามาทำตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมรัฐธรรมนูญถึงต้องเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ว่าอันนี้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ การจัดสรรต้องมีความโปร่งใส มีความเป็นธรรม เอื้อต่อประโยชน์ของส่วนรวมอะไรต่าง ๆ ก็เลยทำให้ยุ่งยากเป็นพิเศษ
"รัฐบาลอยากให้ระบบการแข่งขันมันเสรีที่สุด เป็นธรรมที่สุด เพราะฉะนั้น รัฐบาลเองก็พูดมาตั้งแต่ต้นว่าต้องการที่แปลงสัมปทานให้เป็นใบอนุญาต แต่การแปลงสัมปทานก็อีกนั่นหละเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะว่าเวลาเจรจากันว่าแปลงเป็นใบอนุญาตนี้ต้องเก็บค่าธรรมเนียมเท่าไรที่จะมาทดแทนสัมปทานอะไรต่าง ๆ นี้ คนทำงานก็เกร็งมาก ไม่รู้ว่าจะถูกเล่นงานว่าไปเอื้อเอกชนหรือเปล่า หรือว่าถ้าพยายามที่จะเข้มงวดกวดขันบ้าง เอกชนเขาไม่ยินยอม ก็แปลงไม่ได้นะครับ ยกเว้นตอนนี้ก็มีช่องตามกฎหมายอยู่ช่องเดียวก็คือ แปลงตามกฎหมาย แต่อายุของใบอนุญาตก็จะต้องสั้นเท่ากับอายุของสัมปทาน สัญญาโทรศัพท์ในคลื่นระบบหลือแค่ 3 ปี 5 ปี 8 ปี ซึ่งอย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าธุรกิจนี้มันต้องลงทุนค่อนข้างที่จะมากในช่วงต้น แล้วก็ต้องรอเก็บเกี่ยวรายได้ยาว เพราะฉะนั้นถ้าแปลงแล้วมีแค่ 3 ปี 5 ปี 8 ปีนี้ ตนไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่
"หากถามว่าทำไมไม่เปิดเสรีไปเลย อีกเรื่องหนึ่งที่เราก็ต้องดูว่า ความจริงนี้ผู้ประกอบการ ถ้าทุกคนต้องไปลงทุนสร้างเครือข่าย สร้างเสา ลงทุนต่อสายอะไรต่าง ๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะสิ้นเปลืองซ้ำซ้อนค่อนข้างจะมาก เพราะฉะนั้นหลักจริง ๆ ก็คือว่าต้องทำกติกาเรื่องการลงทุนว่าทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด กระทรวงคลังกับกระทรวงไอซีทีกำลังเดินหน้าในการที่จะวางแนวทางตรงนี้ร่วมกับทาง กทช. และกสทช. ต่อไป ส่วนการประกอบการนี้ ผมคิดว่าต้องมีจุดที่หาความพอดี ว่าผู้ประกอบการก็ต้องแข่งขันเสรีตามสมควร แต่ไม่เยอะจนกระทั่งเกิดปัญหาการลงทุน และแข่งขันกันจนทุกรายก็ไปไม่รอดอะไร ผมได้กำหนดแผนเรื่องของไอซีทีไว้ เรื่องการให้ความสำคัญกับการเข้าถึงอย่างเสมอภาค " นายกฯ กล่าว
รับตปท.ห่วงศก.-3Gยันทุกอย่างเดินหน้าต่อ
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการออกอากาศรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายก ฯ อภิสิทธิ์ ” ถึงกรณีที่ต่างประเทศกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทยที่มีกติกาไม่ชัดเจน รวมถึงการเมืองในประเทศที่ยังไม่นิ่งว่า ในระดับหนึ่งพวกเขาเห็นว่าเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็งพอสมควร ทั้งในเชิงทิศทางและนโยบาย เพราะว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาทั้งๆที่มีปัญหากับต่างประเทศและเหตุการณ์ในประเทศด้วย ก็ทำให้ต่างประเทศมองเห็นความแข็งแกร่ง
เพียงแต่ว่า เวลามีประเด็น 3 จี หรือมาบตาพุดขึ้นมา ก็ทำให้ต่างประเทศกังวลในความไม่แน่นอน และเวลาที่มีเหตุการณ์การเมืองก็เกรงว่าจะกระทบลุกลามออกไป เราก็ต้องบอกว่ากำลังทำอะไรอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งภาพรวมต่างประเทศก็พอใจ และมั่นใจพอสมควร แต่แน่นอนที่พวกเขาอยากให้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ หมดไป เหมือนกับเรื่องเล็ก เช่น การไม่พอใจระบบศุลกากร แต่ก็เป็นธรรมดาเพราะไม่มีประเทศไหนที่จะไม่มีปัญหาเลย
เมื่อถามถึงการรับผิดชอบจากกรณีที่ กทช. ใช้งบประมาณ 80 ล้านบาทในการดำเนินการประมูลระบบโทรศัพท์ 3 จี เเต่ขณะนี้ไม่สามารถมีการประมูลได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า กทช.ไม่ได้เจตนาที่จะฝ่าฝืนกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้มีฝ่ายที่มีความเห็นทางกฎหมายไม่ตรงกัน เราก็หวังว่าสิ่งที่ กทช. ทำมาจะไม่สูญเปล่า ซึ่งวันข้างหน้าหากมีการประมูลขึ้นมา คงไม่ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ กทช. ทำไว้วันนี้จะเป็นฐานแม้จะไม่ใช่ทั้งหมด
เมื่อถามถึงการผลักดันกฎหมายและตั้ง กสทช. ตามที่วางไว้ยังสะดุด เพราะเสียงของรัฐบาลมีปัญหาโดยสัปดาห์ที่ผ่านมากระทั่งการลงมติในสภายังลงมติกันไม่ได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่เป็นปัญหา โดยจะเร่งผลักดันกฎหมายออกมา ซึ่งหลายเรื่องก็เคยสามารถผลักดันได้ โดยวันที่ 29 ก.ย. น่าจะมีการประชุมร่วมรัฐสภา เราก็จะทำกันอย่างเต็มที่ โดยมั่นใจว่าสัปดาห์หน้าจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมได้ ส่วนการจะใช้เวลานานเท่าใดในการผลักดันจนสามารถตั้ง กสทช. ได้ขึ้นอยู่กับว่ากรรมาธิการจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าใด แต่ตนยังมั่นใจ กฎหมายจะออกได้ในสมัยประชุมนี้ ส่วนการตั้ง กสทช. นั้นต้องดูกฎหมายสภาเขียนอย่างไร
เมื่อถามว่ารัฐวิสาหกิจบางเเห่งเรียกร้องให้เร่งผลักดันเพื่อให้พัฒนาไปสู่ 3 จี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วสิ่งที่เราพยายามผลักดันให้ บมจ.ทีโอที – บมจ. กสท. ฯ ดำเนินการ คือบทบาทเชิงโครงข่าย ซึ่งการวางโครงข่ายให้บริษัทเอกชนต่างๆ มาเช่าโดยจ่ายค่าธรรมเนียม น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับรัฐวิสาหกิจ ส่วนทิศทางการประกอบการในอนาคตนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นระบบแข่งขันกันอย่างมากบนพื้นฐานความเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำหรับประชาชน และเรื่องที่ดีภาพรวมเศรษฐกิจการเมือง โดยนโยบายเรื่อง 3 จี คงต้องไปดูกฎหมายว่าการพัฒนา 3 จี รัฐวิสาหกิจ สามารถจะทำอะไร จะใช้ใบอนุญาต หรือกลไกที่จะเข้ามาทำตรงนี้ได้
เมื่อถามว่ารัฐวิสาหกิจมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อรัฐบาลว่าขัดขวางการพัฒนา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้ขัดขวางแต่ดูตามสภาพความเป็นจริงว่าจุดแข็ง จุดอ่อนขององค์กรอยู่ที่ไหน
ไอซีทีหารือนโยบายแผนบรอดแบนด์แห่งชาติพรุ่งนี้(27ก.ย.)
คณะกรรมการบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่มีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที จะประชุมพิจารณานโยบายแผนบรอดแบนด์แห่งชาติ วันพรุ่งนี้ (27ก.ย.) หลังจากวางกรอบการทำงาน และรายละเอียดแผนบรอดแบนด์ได้บางส่วน เมื่อวันที่ 22 กันยายน โดยมีสาระสำคัญคือ การวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ให้ครอบคลุมทุกชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นแผนแม่บท และกรอบนโยบายสารสนเทศและการสื่อสาร ระหว่างปี2554-2563 โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 12 ตุลาคมนี้
ขณะที่นายต่อพงศ์ เสลานนท์ หนึ่งในคณะกรรมการจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G กล่าวว่า แผนบรอดแบนด์เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ในหลักพันล้าน หรือ แสนล้านบาท และต้องทำเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งแผนนี้เคยคิดกันมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลใดทำได้สำเร็จ
ปชป.หนุนรัฐแก้สัญญาสัมปทานปัให้ปรับเป็น3จีภายใน3ปี
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความคืบหน้ากรณี 3 จี ว่า. พรรคประชาธิปัตย์สนับแนวทางรัฐบาลที่จะใช้ระยะเวลาในการที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ จะผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนและวุฒิสภา เพื่อจะประกาศใช้เป็นกฎหมายให้ทันภายในปลายปีนี้ เพื่อให้กระบวนการคัดสรรสามารถเดินหน้าได้ในต้นปีหน้า แต่ระหว่างนั้นก็สนับสนุนแนวทางที่รัฐบาลจะเดินหน้าเจราจาเพื่อแปรสัญญาสัมปทานระหว่างคู่สัญญาเดิม คือ รัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง กับผู้ประกอบการทั้ง 3 รายในการที่จะยกระดับบริการมือถือฝ่ายใต้โครงข่าย และสัมปทานปัจจุบัน 2 จี เข้าไปสู่ 3 จี ในการดำเนินการในส่วนนี้นั้นก็เป็นความพยายามจากหลายรัฐบาลในอดีตได้เคยพยายามดำเนินการในการแก้ไขสัญญาสัมปทาน และแปลงสัญญาสัมปทาน ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจโดยตรงของรัฐวิสาหกิจที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งพรรคได้มีการวิเคราะห์ว่าสามารถดำเนินการได้โดยไม่ก้าวล่วงหรือเกี่ยวข้องกับอำนาจหรือสถานนะภาพของกทช. หรือการจัดตั้ง กสทช. ตามกฎหมายใหม่แต่อย่างใด
นพ.บุรณัทย์ กล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกฝ่ายได้ช่วยกันสนับสนุนการเจรจาในรอบนี้ เพื่อให้คู่สัญญา คือ รัฐวิสาหกิจ ทั้ง 2 แห่งได้มีโอกาสทบทวนบทบาทในการเป็นเจ้าของสัญญาสัมปทานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และของประเทศ ก่อนผลประโยชน์จากการได้รับรายรับขององค์กรของตนเอง และเพื่อให้คู่สัญญาที่เป็นเอกชนได้เพิ่มการลงทุนในโครงข่ายปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว เพื่อสามารถให้บริการดังกล่าวได้โดยตั้งเป้าไว้ว่าการเจรจาหากมีความคืบหน้าแล้วก็อาจจะสามารถแก้สัญญาสัมปทานปัจจุบันเพื่อให้บริการภายในระยะอายุสัมปทานที่เหลืออยู่ขึ้นเป็น 3 จีได้ภายใน 3 ปีนี้



