ข่าว

 อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะ

อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะ

26 ก.ย. 2553

ถ้าหากว่า กฎหมายการติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม มีผลย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ชะรอยว่า ดิฉันคงเป็นหนึ่งในแก๊งทวงหนี้โหด ที่อาจมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

 เพราะทันทีที่ได้อ่านข่าวนี้ ทำให้อดนึกถึงเมื่อครั้งที่ตัวเองอายุประมาณ 13-14 ขวบ ดิฉันได้รับมอบหมายจากหัวหน้าแก๊ง ก็คือ “แม่” ให้ทำหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้จากลูกหนี้ ก็คือ “เพื่อนแม่” ถามว่า ทำไมแม่ถึงไว้วางใจให้เด็กผู้หญิงอายุขนาดนี้เป็นคนทวงหนี้ ที่จริงแล้ว แม่เคยทำเองแล้วค่ะ ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะเห็นใจเพื่อน พอส่งให้พี่ชาย ซึ่งอายุมากกว่าดิฉัน 4 ปี ออกติดตาม ก็ยังไม่ได้ผล เพราะเกรงใจเพื่อนแม่ จนมาถึงมือเด็กอย่างดิฉันนั่นเองค่ะ ที่ออกทำงานเมื่อไหร่ เป็นได้เงินติดมือกลับมาเมื่อนั้น

 ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าอดทนทวงอย่างหน้าด้านหน้าทน ด้วยนึกว่า “นั่นมันเงินของเรา” ลูกหนี้รุ่นแม่มีเทคนิคแพรวพราวเสมอ...บางครั้งควักเงินออกมาบอกว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่แค่ 100 บาทเท่านั้น ดิฉันก็ไม่ได้โหดร้ายอะไร เพราะถ้ามี 100 เราแบ่งกันคนละ 50 แบบแฟร์ๆ วันไหนมี 40 ก็ขอคนละ 20 หรือถ้ามี 20 ก็แบ่งกันคนละ 10 บาท

 อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ดิฉันติดตามทวงหนี้ถี่ยิบกับลูกหนี้รายนี้ ก็เพราะลูกสาวของลูกหนี้ เรียนโรงเรียนเดียวกับดิฉัน อยู่ระดับชั้นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะคนละห้องก็เถอะ แต่ดิฉันก็มีโอกาสเห็นเธอทำตัวฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เดี๋ยวนาฬิกาใหม่ เดี๋ยวต่างหูทองคำคู่ใหม่...ก็นั่นมันเงินแม่เราทั้งนั้นไม่ใช่รึ

 ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นสำหรับ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” เพราะล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม พ.ศ.... และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดอีกครั้งก่อนนำกลับมาที่ครม. เพื่อเสนอที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ สาระสำคัญในกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่รับจ้างจากผู้ให้สินเชื่อในการติดตามทวงถามหนี้ต้องจดทะเบียนการประกอบธุรกิจ และต้องดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ห้ามข่มขู่/คุกคาม/ละเมิด ห้ามทวงถามในลักษณะเปิดเผยต่อบุคคลอื่น อาทิ ส่งจดหมาย/หนังสือประทับข้อความทวงหนี้ที่เห็นได้ชัด รวมถึงส่งข้อความหรือโทรสารด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ กำหนดเวลาทวงถามในวันทำการตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

 ส่วนบทลงโทษสำหรับผู้ที่จงใจฝ่าฝืน จะถูกเพิกถอนการขึ้นทะเบียน และได้กำหนดบทลงโทษอาญาไว้ คือ 1.ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท 2.จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.หนักที่สุดกรณีคุกคามประชาชนจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 ในฐานะอดีตแก๊งทวงหนี้ ดิฉันมองว่า กฎหมายฉบับนี้ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้ “ลูกหนี้” ถูกคุกคาม ถูกประจาน หรือทำให้ได้รับความอับอายเสื่อมเสีย ซึ่งก็เป็นวิธีที่เด็กๆ อย่างที่ดิฉันเคยใช้มาก่อน แตกต่างจากแก๊งทวงหนี้โหดที่ตัดแขน ตัดขา ตัดนิ้ว หรือทุบตีเป็นว่าเล่น หนำซ้ำลูกหนี้โดนตัดนิ้วไปแล้ว แต่ยอดหนี้ทั้งดอกทั้งต้น ไม่ลดตามนิ้วมือนิ้วเท้าที่โดนตัดไปด้วยอีกต่างหาก

 ในมุมมองของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ที่ออกมาแสดงความเห็นตอนนี้ ค่อนข้างหลากหลายค่ะ แต่ส่วนใหญ่โน้มเอียงไปในทางที่คิดว่า ไม่น่าจะเกิดผลกระทบกับการทำงานของเจ้าหนี้ เพียงแต่อาจจะต้องย้ำกับบริษัทที่รับจ้างทวงหนี้หรือเอาท์ซอร์สให้มากขึ้น

 อย่างกรณีของบัตรเคทีซี คุณธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สายงานธุรกิจบัตรเครดิตของบัตรเคทีซี บอกว่า จริงๆ แล้ว การติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกค้าในปัจจุบันเกิดขึ้นหลายลักษณะ เช่น ส่งเอกสารทวงหนี้ไปที่ทำงาน เพื่อให้เกิดความอับอาย หรือข่มขู่ใช้คำพูดไม่สุภาพ แต่ในส่วนของบัตรเคทีซี ยืนยันว่า ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องและปฏิบัติกับลูกค้าด้วยความเหมาะสมมาโดยตลอด ซึ่งเอกสารทวงหนี้ที่ส่งไปนั้นไม่ได้ส่งไปในทางที่จะให้เกิดความอับอายหรือข่มขู่แต่ส่งเพื่อต้องการแจ้งให้ลูกค้าทราบ

 “แม้ว่าทางเคทีซี จะมีการว่าจ้างบริษัทภายนอก (เอาท์ซอร์ส) ให้มาติดตามทวงหนี้ แต่ก็ได้มีการควบคุมแนวทางการทวงหนี้ให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังมีสคริปต์ให้เจ้าหน้าที่ทวงหนี้จะต้องพูดคุยกับลูกค้าในแนวทางไหนด้วย ขณะที่ช่วงสนทนายังมีการบันทึกเสียงไว้ทุกครั้ง”

 คุณธวัชชัย บอกว่า ความเข้มข้นของการทวงหนี้ขึ้นอยู่กับลูกหนี้ด้วย หากผิดนัดชำระเพียง 1 วันเพราะหลงลืมก็ไม่เป็นปัญหา แต่กรณีค้างชำระนาน คำพูดที่ใช้ในการทวงถามต้องจูงใจให้มาชำระหนี้ เพราะถ้าปล่อยลูกหนี้ผิดนัดยาวตัวลูกหนี้เองอาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

 ส่วนมุมมองของ “ลูกหนี้” ดิฉันลองสอบถามจากคนใกล้ตัว ซึ่งเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ และโดนติดตามทวงถามอย่างหนักจากทุกช่องทาง จนส่งผลกระทบกับหน้าที่การงาน เพราะเธอทำงานในแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นลูกหนี้ที่ถูกทวงหนี้เสียเอง คำตอบที่ได้รับก็ตามคาดล่ะค่ะว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีการดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาจริงๆ เพราะไม่มีใครอยากเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว โดนตามทวงเช้าทวงเย็นจนทำงานทำการไม่ได้ แถมเพื่อนที่ทำงานยังซุบซิบให้หลัง

 ผ่านไปหลายสิบปี วันนี้ดิฉันไม่ได้สังกัดแก๊งทวงหนี้ของแม่แล้ว เพราะแม่ก็เลิกกิจการให้เพื่อนยืมเงินไปแล้ว ดิฉันเปลี่ยนฐานะมาเป็นลูกหนี้ที่ขยันและตรงต่อเวลา และไม่เคยมีปัญหาถูกทวงถาม ดังนั้น จึงแค่ไม่อยากให้ลูกหนี้ตีปีกหรือหลงระเริงว่ามีคนคุ้มครอง แล้วนึกอยากจะเบี้ยวหนี้ก็ทำได้

 เรื่องยืมเงินกันก็เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า มีหนี้ต้องใช้หนี้  ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องหาทางประนีประนอมคุยกันกับเจ้าหนี้ แต่ไม่ใช่ตั้งใจชักดาบเขาแบบหน้าด้านๆ และเจ้าหนี้ก็ต้องมีเมตตาสำหรับคนที่เขาเดือดร้อนจริงๆ

 สำหรับคนที่คิดจะเป็น “หนี้” ดิฉันยืนยันว่า ยังชอบคำของ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ที่บอกไว้ว่า เราต้องอยู่ต่ำกว่าฐานะ !!

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]