
จากห้องแล็บ ..สู่ครัวโลก ?
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะที่ปรึกษาซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระ 14 คนของคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (เอฟดีเอ) ได้อภิปรายกันเป็นเวลา 2 วัน ในประเด็นที่ว่าสมควรอนุมัติให้ปลาแซลมอนตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็ม)
เป็นอาหารจากสัตว์จีเอ็มชนิดแรกที่จะไปอยู่ในจานอาหารค่ำของชาวอเมริกันหรือไม่ การประชุมจบลงโดยไม่มีมติใดๆออกมา แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้เรียกร้องให้ศึกษาถึงผลกระทบต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมเพิ่มเติมและอย่างครอบคลุม
ความเห็นของคณะผู้เชี่ยวชาญไม่มีผลผูกมัดให้เอฟดีเอต้องทำตาม และอันที่จริงเอฟดีเอก็ไม่ได้ติดใจสงสัยเรื่องความปลอดภัยของอาหารชนิดใหม่ ที่ฝ่ายต่อต้านเรียกขานว่า "แซลมอนผีดิบ" หรือแฟรงเกนแซลมอน เพราะก่อนหน้านั้น เอฟดีเอได้ข้อสรุปโดยอาศัยข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิตคือ "อควอบาวตี เทคโนโลยี" ในรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ว่า ปลาแซลมอน แอตแลนติกสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งได้ยีนสร้างฮอร์โมนการเติบโตจากแซลมอนพันธุ์ชีนุ้ค ในมหาสมุทรแปซิฟิก ปลอดภัยสำหรับการบริโภคและปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม
บริษัทอ้างว่า ปลาของตน มีความเหมือนในแง่เคมีและชีวภาพกับแซลมอน แอตแลนติก ทุกประการ และจะช่วยตอบสนองความต้องการบริโภคปลาสายพันธุ์นี้ที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะมันโตเป็นปลาใหญ่ภายในเวลา 16-18 เดือนเท่านั้น แทนที่จะเป็น 30 เดือนตามปกติ การมีแซลมอนจีเอ็มยังช่วยลดแรงกดดันต่อจำนวนปลาตามธรรมชาติ บริษัทจะเพาะเลี้ยงในแหล่งที่อยู่ไกลชายฝั่ง ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหามลพิษ เชื้อโรคและปัญหาอื่นๆ ที่เกิดจากการทำฟาร์มปลาชนิดนี้ด้วยน้ำเค็มที่ริมทะเล
เมื่อเอฟดีเอเห็นแซลมอนจีเอ็มปลอดภัย เพียงแต่รอฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและหลายฝ่ายก่อนตัดสินใจในขั้นสุดท้าย กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อผู้บริโภคจึงหันมาเรียกร้องให้ติดฉลากหากเอฟดีเอตัดสินใจอนุมัติให้จำหน่ายได้ เพราะตามกฎหมายปัจจุบัน บริษัทไม่จำเป็นต้องติดฉลากแซลมอนจีเอ็ม เช่นเดียวกับอาหารจีเอ็มชนิดอื่นๆ ที่ไม่ต้องติดฉลาก แต่ฝ่ายสนับสนุนก็แย้งว่าหากทำเช่นนั้น ผู้บริโภคก็อาจจะเมินหน้าหนี
สหภาพผู้บริโภคซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้บริโภค 31 กลุ่ม แย้งว่าเร็วเกินไปที่จะบอกได้เต็มปากว่าแซลมอนผีดิบ ไม่มีผลร้ายใดๆ ต่อผู้บริโภคเลย ทั้งยกตัวอย่างว่าเมื่อไม่นานมานี้ มียาบางขนานที่เอฟดีเอรับรองว่าปลอดภัย แต่ไปๆ มาๆ ยาชนิดนั้นกลับส่งผลข้างเคียงเหนือความคาดหมาย หลังจากที่บริโภคกันไปแล้วในวงกว้าง ดังนั้น การติดฉลากสัตว์จีเอ็มจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือก นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่าชาวอเมริกันถึงร้อยละ 95 สนับสนุนการติดฉลากอาหารจีเอ็ม แต่หากเอฟดีเอไม่เห็นด้วยกับการบังคับติดฉลาก ก็สมควรจัดตั้งระบบการติดฉลากแบบสมัครใจ
เรื่องของปลาจีเอ็มสายพันธุ์ราคาแพง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสอาหารจีเอ็มทั่วโลก ท่ามกลางการถกเถียงอย่างไม่สิ้นสุดว่าจริงหรือที่อาหารจีเอ็มเป็นคำตอบสุดท้ายของโจทย์ใหญ่ที่โลกเผชิญอยู่ ตั้งแต่การขยายตัวของประชากร ราคาอาหารพุ่งสูงไม่หยุด แต่เมื่อยังขาดหลักฐานที่ฟันธงได้ว่าอาหารชนิดนี้ เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และทำลายสภาพแวดล้อม ก็ทำให้ผลผลิตที่ถูกค่อนขอดว่าเป็นอาหารแฟรงเกน ได้รับการยอมรับมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา
นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่าการดัดแปลงพันธุกรรมให้ประโยชน์หลายสถาน เช่น การเพิ่มผลผลิต ต้านศัตรูพืช ทนต่อภัยแล้ง ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หลายประเทศจึงพากันเดินหน้าใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมกันแบบไม่ลังเล
ธันวาคมปีที่แล้ว จีนประกาศว่าได้พัฒนาพันธุ์ข้าวและข้าวโพดจีเอ็มที่มีความปลอดภัยทั้งในแง่การผลิตและบริโภค ข่าวนี้ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างครึกโครม แต่มีนัยสำคัญยิ่งเพราะนั่นคือการรับเอาเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมาปรับปรุงพันธุ์ข้าว อันเป็นธัญญาหารที่มีความสำคัญสุดด้วยเลี้ยงปากท้องประชากรครึ่งหนึ่งบนพื้นพิภพ กับข้าวโพด อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์มากที่สุดในโลก แม้ว่ายังจะต้องมีการปลูกในฟาร์มทดลองอีกหลายครั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าข้าวและข้าวโพดจีเอ็มจากแดนมังกรจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตใน 2-3 ปี
แอฟริกาใต้กำลังปลูกข้าวโพดจีเอ็ม ปากีสถานปลูกถั่วเหลืองจีเอ็ม อินเดียได้ปลูกฝ้ายจีเอ็มมาหลายปีแล้ว และกำลังมีแรงผลักดันในประเทศให้ยอมรับการปลูกมะเขือจีเอ็มที่ต้านแมลงศัตรูพืชในเชิงพาณิชย์
สำหรับยุโรป ที่ได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่คลางแคลงใจในพืชจีเอ็มมากที่สุดและยังไม่เคยอนุญาตให้ปลูกได้ ยกเว้นมันสำปะหลังจีเอ็มที่ให้แป้งสูงสำหรับใช้ในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เมื่อปลายกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ได้อนุมัติให้มีการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็ม 6 ชนิด สำหรับใช้เป็นส่วนประกอบอาหารและเลี้ยงสัตว์ แต่ไม่อนุญาตให้ปลูกได้ในยุโรป และในเดือนเดียวกัน อีซียังให้แต่ละชาติสมาชิกตัดสินใจเลือกเองว่าจะอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มในดินแดนของตนหรือไม่
ส่วนการตัดแต่งพันธุกรรมในสัตว์ นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกลฟ์ ในแคนาดา ได้พัฒนาและเพาะพันธุ์หมูจีเอ็มที่มีระบบย่อยอาหารและสร้างฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น จึงช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก เพราะพวกมันไม่ต้องการแร่ธาตุฟอสฟอรัสเสริม ซึ่งเป็นสารเคมีที่จำเป็นมากต่อระบบย่อยของหมู และมีราคาแพงมาก นักวิจัยยังอ้างว่า หมูจีเอ็มที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้นนั้น ปล่อยก๊าซฟอสฟอรัสปนมากับของเสียน้อยลง 30-70 % ซึ่งช่วยลดมลพิษในอากาศได้อีกทางหนึ่ง
หมูจีเอ็มที่นักวิจัยเรียกว่า "เอ็นไวโรพิก" เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ถูกฝ่ายต่อต้านขนานนามว่าแฟรงเกน-สไวน์ กำลังอยู่ในขั้นการพิจารณาของหน่วยงานด้านคุมกฎระเบียบสองแห่งในแคนาดา
ในสหรัฐ พืชจีเอ็มเริ่มเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ปี 2539 และเป็นส่วนหนึ่งในวงจรอาหารปกติของที่นั่นไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ถั่วเหลืองและอ้อย "หากคุณกินผลิตภัณฑ์จากพืชเหล่านี้ นั่นหมายถึงว่ามีความเป็นไปได้ 85% ที่คุณกำลังกินอาหารจีเอ็มอยู่" ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการท่านหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กกล่าว



