
ปฏิรูปประเทศ:มากหมอมากความ ?
ค่อนมาทางปลายเดือนมิถุนายน 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ "สร้างข่าว" สะกดคอการเมืองว่าจะ "ปฏิรูปประเทศ ด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาดำเนินการ 2 ชุด โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงและผูกพันการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด และให้เวลาในการทำงานถึง 3 ปี พร้อมกับจัดสรร
ชุดแรกชื่อ คณะกรรมการปฏิรูประเทศ มีอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ชุดที่สองมีนพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานในนามคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป...ประธานทั้งสองคณะต่างก็เลือกบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่น่าเชื่อถือมาเป็น “กรรมการ” ได้อย่างอิสระ จากนั้นก็ “หารือ” ในหัวข้อที่เป็นปัญหาของสังคมไทยว่ามีอะไรควรได้รับการแก้ไขหรือควรได้รับการปฏิรูป ? ... ตอนนั้น ผมคือคนแรกๆ ที่ “ไม่เห็นด้วย” กับการมีคณะกรรมการ ไม่ว่าจะกี่ชุดหรือชื่ออะไรก็ตาม ผมไม่เชื่อว่าจะการทำงานของคณะกรรมการจะสัมฤทธิผล ผมมองว่านั่นเป็นการ “สร้างภาพ” ให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลพยายามที่จะปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็รัฐบาลก็ต้องการ “ปัดสวะ” ไปให้พ้นตัว เพราะถ้ารัฐบาลจริงใจก็ควรที่จะ “ปฏิรูปประเทศ” ด้วยตัวเอง
ผมชี้ว่าการดำเนินกิจกรรมใดๆ ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ต้องมี “กฎหมาย” กำกับให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม....การเสนอความเห็นอย่างโน้นอย่างนี้ของคณะกรรมการแต่ละชุดย่อมมีความแปลกแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์และวุฒิภาวะของแต่ละคน ซึ่งผมเห็นด้วยเพราะนั่นคือการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย แต่กว่าจะได้ “ข้อสรุป” ในแต่ละประเด็น ผมเชื่อว่าคงไม่ได้ง่ายนัก เข้าตำรา “มากหมอมากความ” นั่นแหละครับ หนทางในการปฏิรูปประเทศที่ถูกต้องนั้น ผมเห็นด้วยกับ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต ที่เขียนไว้ในหนังสือ “หลักคิดในการปฏิรูปประเทศไทย” ที่บอกว่าควรจะกำหนด "หลักคิด" ในแต่ละประเด็นปัญหา หรือกำหนด "กรอบ” ที่จะถกแถลงกันให้ได้เสียก่อน แล้วจึงให้กรรมการแต่ละคนในแต่ละชุดเติมเต็มวิสัยทัศน์ของแต่ละท่านลงไป เพื่อกลั่นกรองให้เหลือแต่แก่น แล้วจึงสรุปเพื่อนำเสนอเป็นทางออกของประเทศ
3 เดือนล่วงไปแล้ว ผมจึงยังไม่เห็นโล้เห็นพายเลย ค่ำวันที่ 20 กันยายน อดีตนายกฯ อานันท์ พูดให้นักข่าวฟังว่า “อย่างสหรัฐ ปัญหาผิวดำขาวใช้เวลา 50 ปีกว่าจะแก้ไขได้ แต่ใครคิดว่ามีประธานาธิบดีผิวดำบารัก โอบามาแล้วปัญหาจะหมด ความจริงทุกวันนี้ยังมีคลื่นใต้น้ำอยู่” สรุปก็คือ อย่าหวังอะไรกับ “หมอมากนัก” !
คลี่ข่าวคลายปม



