ข่าว

"มาร์ค"ชี้ปัญหาการเมืองบริหารจัดการได้

"มาร์ค"ชี้ปัญหาการเมืองบริหารจัดการได้

25 ก.ย. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" แจงนักลงทุนเศรษฐกิจไทยฝ่ากระแสการเมือง GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ลงทุน-ส่งออก-ท่องเที่ยวสูง ชี้ปัญหารการเมืองบริหารจัดการได้

(25ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล(www.thaigov.go.th.)โดยกลุ่มวิเทศสัมพันธ์ สำนักโฆษก รายงานว่า เมื่อวันที่24ก.ย. เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ โรงแรม New York Palace นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตตรี กล่าวสุนทรพจน์ฯต่อนักลงทุนในสถาบัน "Special Investors Event for the SET" สรุปดังนี้

 นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณนักลงทุนสำหรับความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งกล่าวสรุปสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในประเทศไทย จุดมุ่งหมายของประเทศไทยใน 12 - 24 เดือนข้างหน้า

 ประการแรก เศรษฐกิจไทยสามารถฝ่าฟันผลกระทบทางการเมือง โดยเศรษฐกิจสามารถแยกตัวออกจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างดี GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เปรียบเทียบกับปีที่แล้วในครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งตัวเลขด้านการลงทุน การส่งออก การผลิต การท่องเที่ยวสูงขึ้นตามลำดับ

 ส่วนการลงทุนใตตลาดหลักทรัพย์ ที่ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบมีนักลงทุนถอนตัวไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ก็ได้กลับมาลงทุนเหมือนเดิม แม้การลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติยังมีพื้นที่ให้ขยายการลงทุน ถือได้ว่าโดยรวมแล้วนักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย

 ประการที่สอง เศรษฐกิจไทยยังคงความมั่นคง เพราะมีภาคการส่งออกที่เข้มแข็ง และมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย การบริโภคในประเทศสูง

 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงศักยภาพของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า จะได้ผลักดันภายใต้กรอบอาเซียน +6 ส่วนกรอบอาเซียน + 8 ซึ่งรวมสหรัฐฯนั้น จะขยายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจไปอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นบทบาทของสหรัฐจึงสำคัญยิ่ง ในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวด้วยว่า กรณีมาบตาพุดนั้น ได้รับการแก้ไขลุล่วงแล้ว โดยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐธรรมนูญเก่าและใหม่ ส่วนโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์นั้นไทยกำลังดำเนินการทั้งในประเทศ และร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

 ด้านแผนการปฏิรูปตลาดทุนของไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้วนั้น มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวของตลาดทุน ทั้งนี้ สังคมและเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์จากแผนดังกล่าวเพราะจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการออมทรัพย์ และขยายความเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุนของไทย กับตลาดโลก

 ทั้งนี้ในส่วนของความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปรองดองฯนั้น เชื่อว่าทุกประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป ซึ่งโอกาสที่ได้มากล่าวต่อนักลงทุนนี้ นับเป็นการยืนยันว่า ปัญหาการเมืองในประเทศไทย เป็นสิ่งที่บริหารจัดการได้ โดยประชาชนชาวไทยมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเห็นการพัฒนาในประเทศไทยให้ดำเนินต่อไป