
อภิสิทธิ์เผยสัปดาห์หน้าเตรียมเลิกฉุกเฉิน6จว.
"นายกฯเผยสัปดาห์หน้าเตรียมเลิกใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 6 จว. ชี้ไร้เหตุวุ่นวาย-เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยปีนี้โตร้อยละ 7-8 เตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน 2-3 ปี พร้อมได้สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 22 – 26 ก.ย.นี้ ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ว่า ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจของไทยดีขึ้นภายหลังจากเกิดปัญหาสภาวะการเงินสั่นคลอนเมื่อช่วงต้นปี ส่งผลให้ตัวเลขจีดีพีของไทยในครึ่งปีแรกเติบโตขึ้นร้อยละ 12 อีกทั้ง ค่าเงินบาทพุ่งสูงขึ้นมากสุดในรอบ 13 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเน้นระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้มีเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาซึ่งมาจากการส่งออกและการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ
ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยเริ่มกลับสู่ภาวะปกติหลังจากที่ไม่มีเหตุความวุ่นวายทางการเมือง จึงทำให้คาดว่าเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะเติบโตเพิ่มร้อยละ 7-8 และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปีต่อ ๆ ไป นอกจากนี้ ไทยจะพัฒนาระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคต่อไปภายใน 2 - 3 ปี เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และรัฐบาลยังมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพของประชากรและเทคโนโลยีใหม่ ๆ
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการเมืองนั้น รัฐบาลมุ่งเน้นเรื่องการเจรจาปรองดอง การทำให้สถานการณ์การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด ซึ่งภายในสัปดาห์หน้าก็จะมีการพิจารณายกเลิกการใช้พ.ร.ก.ดังกล่าวอีกประมาณ 6 จังหวัด ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติต่าง ๆ ไปได้
พร้อมได้สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนสถาบันในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ โรงแรม New York Palace นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ฯต่อนักลงทุนในสถาบัน "Special Investors Event for the SET" สรุปดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณนักลงทุนสำหรับความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย พร้อมทั้งกล่าวสรุปสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในประเทศไทย จุดมุ่งหมายของประเทศไทยใน 12 – 24 เดือนข้างหน้า
ประการแรก เศรษฐกิจไทยสามารถฝ่าฟันผลกระทบทางการเมือง โดยเศรษฐกิจสามารถแยกตัวออกจากความวุ่นวายทางการเมืองอย่างดี GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เปรียบเทียบกับปีที่แล้วในครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งตัวเลขด้านการลงทุน การส่งออก การผลิต การท่องเที่ยวสูงขึ้นตามลำดับ
ส่วนการลงทุนใตตลาดหลักทรัพย์ ที่ในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบมีนักลงทุนถอนตัวไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ก็ได้กลับมาลงทุนเหมือนเดิม แม้การลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติยังมีพื้นที่ให้ขยายการลงทุน ถือได้ว่าโดยรวมแล้วนักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทย
ประการที่สอง เศรษฐกิจไทยยังคงความมั่นคง เพราะมีภาคการส่งออกที่เข้มแข็ง และมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย การบริโภคในประเทศสูง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงศักยภาพของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า จะได้ผลักดันภายใต้กรอบอาเซียน +6 ส่วนกรอบอาเซียน + 8 ซึ่งรวมสหรัฐฯนั้น จะขยายความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจไปอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นบทบาทของสหรัฐจึงสำคัญยิ่ง ในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวด้วยว่า กรณีมาบตาพุดนั้น ได้รับการแก้ไขลุล่วงแล้ว โดยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐธรรมนูญเก่าและใหม่ ส่วนโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโลจิสติกส์นั้นไทยกำลังดำเนินการทั้งในประเทศ และร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้านแผนการปฏิรูปตลาดทุนของไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้วนั้น มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวของตลาดทุน ทั้งนี้ สังคมและเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์จากแผนดังกล่าวเพราะจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สนับสนุนการออมทรัพย์ และขยายความเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุนของไทย กับตลาดโลก
ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปรองดองฯ นั้น เชื่อว่าทุกประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป ซึ่งโอกาสที่ได้มากล่าวต่อนักลงทุนนี้ นับเป็นการยืนยันว่า ปัญหาการเมืองในประเทศไทย เป็นสิ่งที่บริหารจัดการได้ โดยประชาชนชาวไทยมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเห็นการพัฒนาในประเทศไทยให้ดำเนินต่อไป



