ข่าว

ประชากรโลก...

ประชากรโลก...

25 ก.ย. 2553

หนังสือแปลของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติอีกเล่มหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึง ในขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติกำลังทำสำมะโนครัวอยู่ และเนื่องใน “วันคุมกำเนิดโลก” ในเดือนนี้ด้วย

 หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “ไตรวิกฤต : ปัญหาหลัก 3 ประการที่กำลังคุกคามการอยู่รอดของโลก” เขียนโดย ซูซูมุ โยดะ ชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลกคนหนึ่งในการทำงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผู้แปลคือคุณทวีป ชัยสมภพ ซึ่งผมขออนุญาตเอามาเล่าต่อ ตอนที่ว่าด้วยประชากรโลกโดยเฉพาะ

 หนังสือเล่มนี้บอกว่าในปีค.ศ.2050 ประชากรโลกจะมีมากกว่าหมื่นล้านคนและเมื่อถึงวันนั้นจะเกิดวิกฤติปัญหารุมล้อมในทุกด้าน มนุษยชาติจะถูกทำลาย และมีแต่จะเดินหน้าไปสู่หายนะโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง

 การขยายตัวของประชากรโลกชนิดที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ คือปัญหาสำคัญที่นำมาซึ่งไตรวิกฤติ หรือว่าปัญหาหลัก 3 ประการ ที่กำลังคุกคามการอยู่รอดของโลกดังที่กล่าว อันได้แก่ปัญหาด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาการใช้พลังงานและทรัพยากร กับปัญหาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 ปัญหาเหล่านี้มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้มนุษย์สูญเผ่าพันธุ์ไปจากโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

 ซูซูมุ โยดะ กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกด้วยอัตราที่รวดเร็วนั้น เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในกลางศตวรรษที่ 18 ที่อารยธรรมแห่งการพึ่งพาพลังงานอย่างถ่านหินและน้ำมันราคาถูก ก่อให้เกิดผลผลิตจำนวนมากและมีการบริโภคอย่างมหาศาล

 โดยเฉพาะนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เมื่อเมืองอุตสาหกรรมและสังคมยานยนต์ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นต้นแบบในการพัฒนาของสังคมที่มั่งคั่ง ที่ทั้งโลกเอาอย่าง

 อารยธรรมแห่งพลังงานนี้ได้ฝังรากลึกอยู่ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลกในทุกวันนี้ ในขณะที่มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมากในการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรระหว่างประเทศสองฝ่ายนี้

 จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่นั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนามากถึงร้อยละ 95 ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วกลับมีจำนวนคงที่ และนี่แหละคือปัญหาที่จะเกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา

 ในปีค.ศ.2050 ตามที่ซูซูมุ โยดะ กล่าวถึง ว่าถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้ โลกจะถึงที่สุดของความสามารถที่จะผลิดอาหารได้เพียงพอ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อมทั้งหลายก็เกินพอดีจะรับได้ ฉะนั้นจะมีประชากรโลกที่เกิดขึ้นมาในท่ามกลางความยากจนแสนสาหัสมากถึง 3 พันล้านคน

 ปีค.ศ.2050 หรือในอีก 40 ปีข้างหน้า อาจจะเป็นยุคมืดแห่งความหิวโหยและอดอยาก

 เมื่อภาคเกษตรกรรมของประเทศทั้งหลายที่กำลังพัฒนา แม้แต่ชาวนาชาวไร่ที่เป็นเจ้าของที่ดินเองก็ไม่สามารถหารายได้ที่พอจะประทังชีวิตอย่างแร้นแค้นต่อไปได้ ประชากรร้อยละ 70 ในจำนวนหมื่นล้านนี้ ก็จะพากันอพยพเข้าไปแออัดอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งก็จะขาดแคลนทั้งงานให้ทำและแม้แต่น้ำอาหารให้ดื่มกิน

 ศตวรรษที่ 21 อาจเป็นศตวรรษสุดท้ายที่มนุษย์รู้จัก

 หนังสือเล่มนี้ได้บอกถึงทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ไว้หลายอย่าง เช่นว่า การวางแผนควบคุมจำนวนประชากร การใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรกรรม การใช้เทคโนโลยียุคใหม่ ฯลฯ ตลอดไปจนถึงการสร้างจิตสำนึกด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างค่านิยมใหม่เพื่อรักษาโลกและมนุษย์ให้อยู่รอด

 อ่านแล้วใจหายน่าสยดสยองอีกต่างหาก