ข่าว

นักธุรกิจไทย-กัมพูชาเซ็นสัญญาซื้อขาย262ล้าน

นักธุรกิจไทย-กัมพูชาเซ็นสัญญาซื้อขาย262ล้าน

24 ก.ย. 2553

กระทรวงพานิชย์นำนักธุรกิจไทย-กัมพูชา จับคู่เจรจา 23 คู่ เซ็นสัญญาซื้อขายสินค้าวงเงิน 262 ล้านบาท

วันนี้ (24 กย.) ที่โรงแรมอรัญเมอร์เมด อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว นางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาเป็นประธานการประชุมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ภายใต้มหกรรมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 1 โดยมีนายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ให้การต้อนรับ

 นางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชามีแนวโน้มสูงขึ้น จากปี 52 จำนวน 4 หมื่นกว่าล้านบาท และ 8 เดือนแรกของปี 53 มีมูลค่าการค้าชายแดนเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะที่จังหวัดสระแก้วมีมูลค่ารวมเกือบ 2 หมื่นล้านบาท และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดีอันส่งผลถึงการค้าขายที่มีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก

 จึงได้จัดมหกรรมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 1 ขึ้น โดยนำผู้ประกอบการสินค้าจาก 2 ประเทศ จำนวน 200 รายมาจำหน่ายสินค้า ในระหว่างวันที่ 24-28 กันยายน 2553 ที่หน้าพระสยามเทวาธิราช อ.อรัญประเทศ ซึ่งได้ตั้งเป้าว่า จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้จัดประชุมนักธุรกิจของไทยและกัมพูชา มาเจรจาธุรกิจ จำนวน 23 คู่ โดยผู้ประกอบการแต่ละรายจะจับกลุ่มแยกโต๊ะกันเจรจาแยกเป็นสินค้าแต่ละประเภท เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง เป็นต้น ผลการจับคู่เจรจาธุรกิจส่งผลให้เกิดการซื้อขายสินค้า อันดับ 1 ได้แก่ มันสำปะหลัง จำนวน 186 ล้านบาท

 อันดับ 2 ข้าวโพด จำนวน 41 ล้านบาท อันดับ 3 ถั่วเหลือง จำนวน 14 ล้านบาท อันดับ 4 เมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 10 ล้านบาท อันดับ 5 แรงงาน จำนวน 5 ล้านบาท อันดับ 6 โครงหลังคาเหล็กและไซโลอบพืช จำนวน 5 ล้านบาท อันดับ 7 เครื่องสำอาง จำนวน 1 ล้านบาท รวมมูลค่าสินค้าที่มีการทำสัญญาซื้อขาย 262 ล้านบาท

 นางสุวิมล พงศ์พิทยานันต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงสีไฟสามัคคี กิจธัญญา จำกัด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นโรงสีที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ดีใจที่กระทรวงพาณิชย์จัดให้มีการประชุมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นวิธีการที่ผู้ประกอบการชอบมาก เพราะได้รู้จักนักธุรกิจที่ทำการค้าประเภทเดียวกัน ได้พูดคุยซื้อขายสินค้ากันโดยตรง เท่าที่ทราบว่าทางนักธุรกิจกัมพูชาชอบวิธีการนี้มาก เพราะเขามองหาช่องทางพูดคุยกับนักธุรกิจไทย แต่ไม่ค่อยมีเวทีอย่างนี้บ่อยนัก

 "จากการพูดคุยพบว่าเขามีข้าวหอมมะลิ ที่ราคาถูก คุณภาพใกล้เคียงกับของไทย และข้าวเม็ดเล็ก ลักษณะคล้ายข้าวญี่ปุ่น ที่จะต้องนำมาผ่านขั้นตอนทำให้เป็นข้าวเม็ดเล็กเกรดเอ ก่อนส่งขายไปต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ที่เขาชอบทานข้าวประเภทนี้มาก ทั้งนี้พบว่า ทางประเทศกัมพูชานิยมเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ของไทยมาก" นางสุวิมล กล่าวและว่า

 วันนี้ได้สั่งซื้อข้าวล็อตเล็กก่อน เป็นข้าวเม็ดเล็ก ประมาณ 30 ตัน และข้าวหอมมะลิอีก 30 ตัน ที่ผ่านมาทางบริษัทติดต่อซื้อข้าวจากประเทศกัมพูชาผ่านบริษัทอื่น ปีละประมาณ 15,000 ตัน และแนวโน้มจะนำเข้ามากขึ้น ซึ่งการพูดคุยโดนตรงกับบริษัทค้าข้าวจากพนมเปญในวันนี้ จะช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายส่วนต่างผ่านบริษัทตัวแทนได้