ข่าว

ศาลงดอ่านอุทธรณ์คดีอุ้ม"ทนายสมชาย"

ศาลงดอ่านอุทธรณ์คดีอุ้ม"ทนายสมชาย"

24 ก.ย. 2553

ศาลอาญางดอ่านอุทธรณ์คดีอุ้มทนาย “ สมชาย นีละไพจิตร ” อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม สั่งส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ หลังทนาย พ.ต.ต.เงิน ทองสุข จำเลย ยื่นคำร้องขอจำหน่ายคดี อ้างตัวหายสาบสูญเหตุการณ์คันดินถล่มที่เขื่อนแควน้อย ปี 51 ขณะที่ “ อังคณา” เมีย

(24ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และ นางอังคณา ภรรยา รวมทั้งบุตร 4 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อายุ 49 ปี อดีต สว.กอ.รมน.ช่วยราชการกองปราบปราม , พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญญกำพงษ์ อายุ 42 ปี อดีตพนักงานสอบสวน กก.4 ป. , จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง อายุ 40 ปี อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน แผนก 4 กก.2 บก.ทท. , ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน อายุ 45 ปี อดีต รอง ผกก.3 ป.เป็นจำเลยที่ 1- 5 ใน ความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือไม่กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย

 อย่างไรก็ดี ทนายความของ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยที่ 1 หายสาบสูญในเหตุการณ์คันกันน้ำถล่มที่เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 19 ก.ย.51 ซึ่งขณะนี้ญาติอยู่ระหว่างขอให้ศาลจังหวัดปทุมธานีมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสาบสูญ โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่ 15 พ.ย.นี้ นอกจากนี่ยังขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วย

 ขณะที่นัดฟังคำพิพากษาวันนี้ จำเลยที่ 2 -5 มาศาลตามนัด ทั้งนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุให้เปลี่ยนแปลงผลคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงให้งดอ่านคำพิพากษาและส่งสำนวนคำร้องคืนให้ศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป

 ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาทนายสมชาย ที่เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่วันนี้ไม่สามารถอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ โดยหลังจากปรึกษากับทีมกฎหมายแล้วตนเตรียมที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์อ่านพิพากษา เนื่องจากที่ทนายจำเลยอ้างว่าของพ.ต.ต.เงิน เป็นบุคคลสาบสูญนั้น เป็นคดีทางแพ่งหากศาลแพ่งตัดสินให้เป็นบุคคลสาบสูญจริง ก็ไม่ใช่ไม่น่ามีผลในทางคดีอาญา นอกจากนี้หากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ ก็จำทำให้ พนักงานสอบสวนติดตามตัว พ.ต.ต.เงิน มารับโทษได้

 “ ดิฉันไม่เชื่อว่าพ.ต.ต.เงิน หายหายตัวไปในเหตุการณ์คันกั้นน้ำถล่มตามที่กล่าวอ้าง เพราะที่ผ่านมายังมีกระแสข่าว พบตัว พ.ต.ต.เงิน อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนหลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งยังไม่มีประจักษ์พยานยืนยันและไม่พบศพ พ.ต.ต.เงิน ” นางอังคณา กล่าว และว่า “ รู้สึกผิดหวังกับ รัฐบาล และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เคยจะประกาศจะให้ความสำคัญกับคดีนี้ แต่ผ่านมากว่า 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้า โดยรัฐบาลและดีเอสไอมุ่งหน้าทำแต่คดีทางการเมืองเท่านั้น ”

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.47 สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.47 จำเลยทั้งห้ากับพวก ร่วมกันปล้นทรัพย์ของนายสมชาย ผู้เสียหายซึ่งหายตัวไป และลักทรัพย์เอารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภง 6768-กรุงเทพฯ , นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ 1 เรือน , ปากกายี่ห้อ มองบลังค์ 1 ด้าม และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง รวมราคาทรัพย์ทั้งสิ้น 903 , 460 บาท โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ผลักและฉุดกระชากตัวนายสมชายให้เข้าไปในรถยนต์ของจำเลยทั้ง 5 แล้วจับตัวพาไปซึ่งจนถึงขณะนี้ ไม่ทราบว่า นายสมชาย จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ต่อมาวันที่ 16 มี.ค.2547 พนักงานสอบสวนยึดรถยนต์ของนายสมชาย ผู้เสียหาย ที่ถูกจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันปล้นทรัพย์ไปดังกล่าว เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 8 เม.ย.2547 จำเลยที่ 1-4 เข้ามอบตัว และวันที่ 30 เม.ย.47 จำเลยที่ 5 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 ซึ่งศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 ม.ค.49 ว่า การกระทำของ พ.ต.ต.เงิน จำเลยที่ 1 เป็นความผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักสุด ม.309 วรรคแรก พิพากษาจำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานปล้นทรัพย์แม้ข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกขับรถนายสมชายไปจอดทิ้งไว้ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ก็ เพื่ออำพรางหลบหลีกการสืบสวนจับกุม ไม่แสดงให้เห็นเจตนาว่า พวกจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ ส่วนทรัพย์สินอื่นก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้นำทรัพย์สินไปจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ 2-5 พิพากษายกฟ้อง

 ต่อมาอัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย