
ศึก"ผู้ว่าการสตง."องค์กร-ประเทศเสียหาย
ปัญหาตำแหน่ง "ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน" ต้นเดือนตุลาคมน่าจะคลี่คลายขึ้นระดับหนึ่ง หลังจาก "ประสพสุข บุญเดช" ประธานวุฒิสภา ได้กำหนดวันนัดหารือกรรมการสรรหา "ผู้ว่าการสตง." ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้
อย่างน้อยน่าจะได้ข้อยุติเรื่องการสรรหา "ผู้ว่าการ สตง.และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)" สามารถกระทำได้หรือไม่ หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตีตก "ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ..."
แต่กว่าจะได้ข้อยุติเรื่องการสรรหา "ผู้ว่าการ สตง." จะมีผลกระทบต่อส่วนรวมตามมา
ไม่รวมถึงภาพลักษณ์องค์กรสตง.ที่ขณะนี้ดิ่งลงเหว เพราะปัญหาการชิง "อำนาจ" ของผู้ใหญ่ในองค์กรที่เป็นข่าวเสียหายรายสัปดาห์
ทั้งที่เป็นองค์กรตรวจสอบต้องสร้างความโปร่งใสในทุกด้านโดยเริ่มจากตัวแกนนำในองค์กรเป็นอันดับแรก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบให้สังคม
ขณะที่ "ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน" ถูกตีตกทำให้การสรรหาผู้ว่าการ สตง.และคณะกรรมการ คตง.สะดุดจึงเกิดคำถามว่าระหว่างนี้ใครจะทำหน้าที่ ผู้ว่าการ สตง.
มีนักกฎหมายเสนอว่าเมื่อร่างกฎหมายฉบับใหม่ยังไม่เสร็จก็น่าจะใช้ พ.ร.บ.ฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่น่าจะมีผลบังคับใช้ได้อยู่
โดยอ้างว่าพ.ร.บ.ฉบับเดิม ตามมาตรา 28 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แล้วไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายลูกเหมือนกรณีปัญหามาบตาพุด
แต่ก็มีนักกฎหมายอีกฝั่งก็อ้างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 ในส่วนที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ถูกยกเลิกโดยประกาศ คปค.(คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ฉบับที่ 29 จึงจำเป็นต้องรอให้มีการปรับปรุงพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 ก่อน
ขณะที่ "คณะกรรมการกฤษฎีกา" ก็วินิจฉัยไปแล้วว่าให้สรรหาผู้ว่าการ สตง.ต่อไปได้ โดยอ้างตามประกาศของคณะปฏิวัติที่กำหนดว่าจะต้องเกษียณเมื่อ 65 ปีบริบูรณ์ถือว่ามีผล ดังนั้นถือว่าคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จะต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง.
แต่คุณหญิงจารุวรรณ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ สตง.ก็ยังยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องยึดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาตามมาหากในเรื่องการใช้อำนาจซ้ำซ้อนกับรักษาการผู้ว่าการสตง.ได้ อาจจะต้องมีการฟ้องร้องว่าอำนาจการสั่งการในขณะนี้ควรเป็นของใคร
ขณะที่คุณหญิงจารุวรรณกับพิศิษฐ์ ต่างยื่นฟ้องกันไปมาเรื่องการออกคำสั่งแต่งตั้งและยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งว่าด้วยเรื่องของ "อำนาจ"
จนล่าสุด "พิศิษฐ์" รักษาการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมฝ่ายกฎหมายสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอเป็นผู้ร้องสอด (ผู้ฟ้องคดีร่วมในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) คดีที่ "ปราโมทย์ โชติมงคล" ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้ง "พิศิษฐ์" ให้รักษาราชการแทนผู้ว่าการ สตง. กระทำโดยไม่มีอำนาจ เพราะคุณหญิงจารุวรรณ พ้นจากตำแหน่งเมื่อมีอายุครบ 65
ซึ่งก่อนหน้านี้ "ศาลปกครองกลาง" มีคำสั่งไม่รับคำขอคุ้มครองชั่วคราวของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรง
ทำให้ "พิศิษฐ์" พร้อมฝ่ายกฎหมาย สตง.ต้องยื่นฟ้องเองในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งการไม่ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของคุณหญิงจารุวรรณ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในการทำงานของ สตง. เนื่องจากยังมีข้าราชการหลายคนที่เชื่อว่าคุณหญิงจารุวรรณยังมีอำนาจรักษาการอยู่
ปัญหาในขณะนี้ไม่ใช่องค์กร สตง.เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้ปัญหาแย่งชิงอำนาจของคนในองค์กรได้ส่งผลกระทบการการทำหน้าที่ในฐานะเป็นองค์กรที่ตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากความขัดแย้งใน สตง.อาจส่งผลกระทบกับการตรวจสอบกองทัพจัดซื้อรถหุ้มเกราะจากยูเครน เพราะการลงนามอนุมัติให้ดำเนินการโครงการนี้ของนายกรัฐมนตรีได้ระบุเป็นเงื่อนไขเอาไว้ว่า สตง.จะต้องเป็นผู้ร่วมตรวจรับโครงการนี้ด้วย ซึ่ง สตง.ได้มีหนังสือคัดค้านโครงการนี้มาโดยตลอด
นอกจากนี้ โครงการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่กำลังเป็นข่าวฉาวในขณะนี้ ทาง สตง.จะต้องร่วมเป็นกรรมการสอบยังไม่รู้ว่าใครจะมีอำนาจเซ็นแต่งตั้งกรรมการสอบในครั้งนี้
เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยให้ความเห็นในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนผู้ว่าการสตง.ไว้
โดย "รองผู้ว่าการ สตง." ที่รักษาราชการแทนผู้ว่าการ สตง. ต้องพึงระวังเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ทำได้เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปในฐานะหัวหน้าส่วนราชการของสตง.แต่ไม่รวมถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าการ สตง.ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
เฉพาะการตรวจสอบสองคดีใหญ่ก็ไม่รู้ใครจะเป็นผู้มีอำนาจตัวจริง!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



