
"พท."อัดนายกฯกลัวรัฐบาลพังมากกว่าประเทศ
"พท." อัดนายกฯกลัวรัฐบาลพังมากกว่าประเทศ ยอมพรรคร่วมขี่คอทุจริตเช่าคอมพ์มท.-โยกย้ายขรก. บุญจงยันทำตามกฎหมายทุกอย่าง สุเทพเถียงนายกฯคนกล้า สั่งดึงเรื่องทูลเกล้าฯเองก่อนผลพิสูจน์คอมพ์ฉาวออกไม่ทูลเกล้าฯอีกแน่
(23ก.ย.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ถามนายกฯและรมว.มหาดไทย ว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีปัญหาเรื่องโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ วงเงิน 3.49 พันล้านบาท หากกระทรวงมหาดไทยบริสุทธิ์ใจจริง เหตุใดจึงย้ายประ ธานพิจารณาทีโออาร์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค 15 คนออกจากตำแหน่งหน้าที่ก่อนที่จะมีการลงนามอนุมัติโครงการ แล้วเหตุใดผู้ที่มาทำหน้าที่ประธานทีโออาร์ต่อ ต้องมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ก่อนการอนุมัติโครงการ มีการทักท้วงจากหน่วยงานอื่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสตง. กรมบัญชีกลาง ดีเอสไอ หรือแม้แต่กรรมาธิการป.ป.ช.ของสภาผู้แทนฯ
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า โครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งเป็นรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และหมดอายุสัญญาในช่วงเดือนก.พ. 53 ดังนั้นการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง ส่วนเรื่องการย้ายบุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ ออกไป ก็เพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และมีการขอตัวไปช่วยราชการ ทั้งจากศอ.บต.หรือหน่วยงานในภูมิภาคต่างๆ หลังจากปฏิบัติหน้าที่เสร็จ ก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ส่วนกลางอย่างเดิม ส่วนที่ต้องเอาปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ไปเป็นประธานทีโออาร์แทนนั้น เพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญงานด้านทะเบียน
นายบุญจง กล่าวอีกว่า ส่วนที่ระบุว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ฟังคำทักท้วงนั้น ขอชี้แจงว่าทางสตง.ได้มีหนังสือทักท้วงมาครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 53 ซึ่งทางกระทรวงได้ส่งหนังสือชี้แจงต่อข้อสงสัยต่อสตง.ไปแล้ว รวมทั้งขอให้อัยการสูงสุดมาช่วยดูในเรื่องสัญญา จนทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน กระทรวงมหาดไทยจึงลงนามอนุมัติโครงการ แต่ที่สตง.มีหนังสือทักท้วงในรอบ 2 ก็เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น ซึ่งเราก็จะส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อนายกฯ เห็นว่าควรทำให้ชัดเจน และให้กระทรวงตั้งกรรมการสอบและให้สรุปข้อเท็จจริงมาภายใน 30 วัน
จากนั้นนายชวลิต กล่าวต่อว่า ที่นายบุญจงระบุว่าการย้ายข้าราชการฝ่ายเทคนิคไป เพราะมีการขอตัวไปช่วยราชการคงไม่ใช่ เพราะทุกคนได้ให้ข้อมูลต่อกมธ.ป.ป.ช. รวมทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวมีปัญหาของกระทรวงการต่างประเทศที่ไม่สามารถตรวจสอบสถานะบุคคลที่เป็นเรื่องของความมั่นคงได้ กระทรวงมหาดไทยจึงต้องย้ายผู้เชี่ยวชาญฝ่ายเทคนิคเหล่านี้กลับมา นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยยังมีปัญหาเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมมาก อย่างเรื่องที่คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมมีมติเอกฉันท์ให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอระดับ 9 จำนวน 41 คน แต่มหาดไทยก็ยังไม่ดำเนินการอะไร อยากถามว่าในการแต่งตั้งผู้ว่าฯที่ว่างอยู่ 21 ตำแหน่ง และกำลังจะสอบวิสัยทัศน์รองผู้ว่าฯ ซึ่งแต่เดิมยึดหลักเกณฑ์ว่าแต่งตั้งจากรองผู้ว่าฯที่อาวุโส 3 ปีขึ้นไป เป็นยึดกฎก.พ.ให้แต่งตั้งรองผู้ว่าฯที่มีดำรงตำแหน่งปีเดียวได้ ดังนั้นจะตอบคำถามของรองผู้ว่าฯที่อาวุโส ตั้งแต่ 9 ปี - 3 ปีว่าอย่างไร ด้อยประสิทธิภาพอย่างไร แล้วหากมีความผิดเหตุใดไม่ตั้งกรรมการสอบวินัย รวมทั้งขณะนี้มีรองผู้ว่าฯที่อาวุโส แต่กลับไม่ได้ถูกเรียกมาแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งขอบอกการบ้านไว้เลยว่ารองผู้ว่าฯกลุ่มนี้เตรียมที่จะร้องศาลปกครองเพื่อขอให้คุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการแต่งตั้งโยกย้าย
ด้านนายบุญจง ชี้แจงว่า เรื่องการแต่งตั้งนายอำเภอ 41 คน กระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือถึงประธานก.พ.ค. เพื่อทักท้วงมติของก.พ.ค.แล้ว เพราะในช่วงการสอบสวนไม่เคยให้ตัวแทนของกระทรวงไปชี้แจงเลย นอกจากนี้ยังทำหนังสือถึงก.พ.เพื่อสอบถามแนวทางเยียวยานายอำเภอทั้ง 41 คนนี้อย่างไร ซึ่งอยู่ระหว่างการรอคำตอบอยู่ ส่วนเรื่องการตั้งผู้ว่าฯ นั้นขอยืนยันว่าจะดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และต้องแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ตำแหน่งที่ว่างมีน้อย คนมีสิทธิ์เยอะ ก็ต้องมีคนที่ผิดหวัง แล้วก็อาจเอาเรื่องพวกนี้ไปร้องเรียนหน่วยงานอื่นๆได้
นายชวลิต ถามต่อว่าในฐานะเป็นผู้นำรัฐบาลจะรับผิดชอบกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร เพราะหากนายกฯไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวรัฐบาลจะพัง แต่ไม่กลัวว่าระบบข้าราชการที่เป็นเสาหลักของประเทศพัง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้นายกฯเองถูกขี่คออยู่ แล้วจากหลักฐานทั้งหมด ในเรื่องโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ ในจิตใจของวิญญูชนเห็นว่ามีการทุจริตหรือไม่ แล้วสำหรับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย นายกฯถือว่าเรื่องของกระทรวงใครก็ของคนนั้นเลยหรือไม่ แล้วอย่างนั้นจำเป็นอะไรถึงต้องเข้าครม. และหากเกิดความผิดพลาดจะรับผิดชอบอย่างไร
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ รักษาราชการแทนนายกฯ ชี้แจงว่า เรื่องโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์จะผิดหรือถูก คงต้องรอกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่นายกฯย้ำว่าให้มีคนนอกจากสตง. อัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลางเข้าร่วมด้วย จะให้เห็นแล้วบอกว่าอันนั้นผิดหรือถูกคงไม่ได้ เพราะเรื่องของบ้านเมืองไม่ใช่บริษัทหรือครอบครัว ส่วนเรื่องที่ระบุว่านายกฯกลัวรัฐบาลพังมากกว่าระบบราชการพังนั้น ขอชี้แจงว่า แต่เดิมการแต่งตั้งปลัดกระทรวงเป็นอำนาจของรัฐมนตรีที่จะเสนอเข้าสู่ครม. ซึ่งตอนที่รมว.มหาดไทยเสนอเรื่องมา ก็ได้สอบถามว่าตรวจสอบดีแล้วหรือไม่ รวมทั้งสอบถามตนว่าพิจารณาแล้วหรือไม่ ซึ่งทั้งตนและรมว.มหาดไทยก็ชี้แจงว่าตรวจสอบถูกต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ที่ประชุมก็อนุมัติ แต่หลังจากที่มีการถวายฎีกา นายกฯจึงให้กระทรวงมหาดไทยชี้แจง ซึ่งก็ชี้แจงได้ครบถ้วน แต่เมื่อมีเรื่องข้อสังเกตของสตง.เกี่ยวกับโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ นายกฯจึงได้ให้เลขาครม.ไปขอเรื่องทูลเกล้าฯถวายคือจากราชเลขาธิการ และตั้งกรรมการสอบให้ได้ข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน และในช่วงเวลานี้จะไม่มีการทูลเกล้าฯถวายรายชื่อปลัด นี่ก็คือความกล้าอยู่แล้ว



