ข่าว

"นิรโทษ" ...ยังไม่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

"นิรโทษ" ...ยังไม่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

23 ก.ย. 2553

ทั้ง "ออกตัวแรง" และ "เดินหน้าเต็มสูบ" สำหรับ เนวิน ชิดชอบ ผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย กับการผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับประชาชน ที่หวังจะ "คืนความเป็นธรรม" ให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ 3 เหตุการณ์ทั้ง "เสื้อเหลือง" และ "เสื้อแดง" ในห้วง 3 ป

 เนวิน อ้างเหตุผลเอาไว้อย่างสวยหรูว่า "เป็นการนิรโทษกรรมให้เฉพาะคนที่มาร่วมชุนนุม ไม่เกี่ยวกับนิรโทษกรรมทางการเมืองให้พวกผม เพราะไม่มีความจำเป็น ในภาวะบ้านเมืองมีความขัดแย้งเช่นนี้ คนเราอยู่ในสังคมต้องลืมเรื่องเก่า วันนี้เราต้องรีบชักฟืนออกจากไฟให้หมด แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยมาช่วยกันดับ...”

 ยิ่งไปกว่านั้น เนวินยังประกาศว่า แนวทางที่เขากำลังดำเนินการอยู่ เป็นหลักการเดียวกับนโยบาย 66/23 อันลือลั่นในอดีตเลยทีเดียว

 หลายคนโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่ทราบว่า นโยบาย 66/23 คืออะไร จึงขอ "ขยายปม" ให้ฟังว่า เป็นนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พล.ท.หาญ ลีนานนท์ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ

 นโยบาย 66/23 คือชื่อเรียกขานคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่องการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ มียุทธศาสตร์สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดกลับตัวกลับใจเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย

 ต่อมาเมื่อ พล.ท.หาญได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2524 จึงได้ต่อยอดนโยบาย 66/23 สู่นโยบาย "ใต้ร่มเย็น" และมีผลช่วยดับไฟความรุนแรงในยุคนั้นที่มีการต่อสู้โดยกองกำลังติดอาวุธจากพรรคคอมมิวนิสต์มลายา หรือ "โจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.)" ตามการเรียกขานของฝ่ายความมั่นคงไทย

 กระทั่งรัฐบาลไทยเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ!

 นโยบาย 66/23 จึงมีคุณค่าระดับ "คัมภีร์" แก้ปัญหาความขัดแย้งโดยยึดแนวทางสันติวิธีของสังคมไทย แล้วร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของเนวินกับพลพรรคภูมิใจไทยจะยิ่งใหญ่ระดับนั้นเชียวหรือ?

 พล.อ.หาญ ลีนานนท์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เปิดใจต่อ "คม ชัด ลึก" ว่า นโยบาย 66/23 เป็นคนละเรื่องกับการนิรโทษกรรมที่พรรคภูมิใจไทยกำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้อย่างสิ้นเชิง

 "ทุเรศจริงๆ คิดได้ยังไง ห่วยที่สุด ยิ่งเอามาเทียบกับ 66/23 ด้วย เพราะการชุมนุมโดยเฉพาะการปิดสนามบินเป็นการทำลายบ้านเมือง สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองโดยรวมเยอะมาก ต้องดำเนินคดีและเอาโทษถึงที่สุด ไม่ใช่มานิรโทษกรรม"

 พล.อ.หาญขยายความต่อว่า การนิรโทษหรือเปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดกลับตัวกลับใจเข้าร่วมพัฒนาชาติไทยตามนโยบาย 66/23 เป็นเรื่องของการลดการต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่การจะให้ใครเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย จะต้องมีฝ่ายข่าวกลั่นกรองอย่างดี ไม่ใช่เหมารวมหมดหรืออภัยโทษยกเข่ง บางคนที่มีความผิดก็ต้องรับโทษเหมือนกัน เพราะมีหลักเกณฑ์แยกแยะว่าความผิดอะไรเข้าข่ายได้รับการอภัยโทษบ้าง และความผิดอะไรที่ยอมไม่ได้

 "นิรโทษพวกชุมนุมที่สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองมันเป็นไปไม่ได้ เท่าที่ทราบสังคมไม่ได้ตอบรับเท่าไหร่ ก็ยังดีที่คนไทยคิดได้ พวกนี้สร้างความเสียหายให้ชาติบ้านเมืองมาก คนที่ผลักดันให้นิรโทษ ผมคิดว่าต้องการเอาใจเสื้อเหลือง รวมถึงพรรคพวกตัวเองที่ถูกดำเนินคดีอยู่ เป็นการกระทำเพื่อหวังผลทางการเมืองของพวกพ้อง บอกตรงๆ คนพวกนี้ยังไม่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว"

 พล.อ.หาญยังเห็นว่า การจะทำให้บ้านเมืองสงบ ยุติความขัดแย้งทั้งมวล ต้องทำลายระบบเผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตยให้หมด ซึ่งคนที่อยู่ในระบบนี้ส่วนหนึ่งก็อยู่ในวงจรอำนาจปัจจุบันด้วย ฉะนั้นต้องทำให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นความจริง และสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงจากระดับฐานรากขึ้นมาก็จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้เอง ซึ่งทั้งหมดต้องใช้เวลา ไม่ใช่มานิรโทษกรรมแล้วจบกันไป

ปกรณ์ พึ่งเนตร