
ติดกับระเบิดตัวเอง
ในช่วงนี้มีปัญหาทางเศรษฐกิจระดับประเทศที่ในที่สุดจะส่งผลมาถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านเราทั่วไปอยู่ 2-3 ประการ คือ ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ปัญหาเรื่องอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและปัญหาโทรศัพท์ 3 จี ที่อื้อฉาว
สำหรับปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินอเมริกันดอลลาร์นั้นต้นเหตุอย่างหนึ่งมาจากต่างประเทศและตัวปัญหาเองก็มีความสลับซับซ้อนทั้งขณะนี้ยังไกลตัวชาวบ้านอยู่พอสมควร ผมจะยังไม่นำเอามาพูดคุยในวันนี้เพียงขอให้ผู้ที่จะได้รับผลกระทบต้นๆ ติดตามดูไปก่อนก็แล้วกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งทำให้การดำเนินการชะงักไปชั่วระยะหนึ่ง แต่ย่อมมีผลเสียหายต่อการชักจูงให้นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในไทยเพื่อขยายเศรษฐกิจในส่วนรวมนั้นคงต้องสะดุดลงไปบ้าง แต่ขณะนี้รัฐบาลก็พยายามตามแก้ไขแทนที่จะแก้ไขดักหน้า เรื่องราวก็คงยังไม่สงบเสียทีเดียวคงต้องรอติดตามกันต่อไป
ส่วนปัญหาที่ร้อนมาหลายวันแล้วก็คือ เรื่องการเปิดประมูลให้ใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบรุ่นที่ 3 (3.9 จี) และขณะที่ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้ก็คงจะทราบผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดไปแล้วว่าคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะดำเนินการต่อไปได้หรือไม่
ผมจะไม่พูดถึงคุณประโยชน์ของโทรศัพท์ 3 จี ว่าเป็นอย่างไร ทั้งผมจะไม่พูดถึงว่าเราจะล้าหลังหรือก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้านเพียงใด แต่อยากจะพูดถึงเหตุที่เกิดความยุ่งยากในเรื่องเหล่านี้ทั้งเรื่องโทรศัพท์ 3 จี ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมมาบตาพุดและเรื่องอื่นที่จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นอีก
ผมขอเปรียบเทียบว่าเหตุการณ์เหล่านี้เหมือนกับรัฐบาลได้เดินไปเหยียบกับระเบิดที่มีผู้วางไว้โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้แก้ไขโดยกู้กับระเบิดเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปจนเหยียบกับ
ยกตัวอย่างเรื่องปัญหาในมาบตาพุดภาครัฐบาลเองได้วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรักษาสภาวะสิ่งแวดล้อมและเรื่องที่จะกระทบกระเทือนสุขภาวะของประชาชนเป็นการลอกแบบสากลประเทศมา (ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็น) แต่ภาครัฐก็ลอกมาไม่ครบเครื่อง กฎข้อบังคับและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนซึ่งควรจะทำก็ไม่มีใครใส่ใจจนกระทั่งเกิดคดีความฟ้องร้องกันขึ้นทำให้เกิดการชะงักงัน นี่ก็เหมือนเดินไปเหยียบกับระเบิดที่ภาครัฐควรจะรู้ ควรจะ “กู้” เสียตั้งแต่ต้นมือ
เรื่อง 3 จีนั้นยิ่งส่อถึงปัญหาในการบริหารงานประเทศของภาครัฐ เมื่อยิ่งคนในภาครัฐออกมาอธิบายว่าเป็น “ปัญหาทางกฎหมาย "ไม่ใช่" ปัญหาทางนโยบาย” แล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาครัฐจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหารก็แล้วแต่ไม่นำพาที่จะเร่งวางกติกา (กฎหมาย) ให้เสร็จสิ้นเร็วๆ ปล่อยแช่ไว้ถึง 3 ปี จนเกิดเหตุจึงคิดจะเร่งทำอะไรกันเป็นการตามแก้ปัญหาแท้ๆ ไม่ใช่แก้ปัญหาล่วงหน้า
รัฐบาลนี้พูดกันถึง “การปรองดอง” เป็นบทสวดมนต์ประจำวัน แต่ในข้อเท็จจริงนั้นอย่าว่าแต่การปรองดองระดับประเทศเลยแม้แต่การปรองดองในภาครัฐเองก็ยังไม่มี ตัวอย่างชัดๆ ก็เช่นเรื่องการขยายถนนที่เขาใหญ่ 2 กระทรวงก็ยังโต้กันไม่จบในเรื่องง่ายๆ ของหน่วยงานภายใต้นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน และอย่าพูดถึงการปรองดองระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เรียกว่าองค์การอิสระต่างๆ เลย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดปัญหาการประมูลเครื่อง 3 จีนี้บอกให้รู้ชัดถึงการขาดความปรองดองของหน่วยงานในภาครัฐเอง
เราชาวบ้านเองก็ได้แต่ปลง
นายหนูใหญ่ / [email protected]



