
DSIชี้ปมขัดแย้งซื้อที่ดินสวนผึ้งฆ่าเมียอัยการ
พล.ต.ท.โสภณ ระบุ สั่งตั้งชุดล่ามือยิงเมียอัยการเสียชีวิตบนรถประจำทาง "ดีเอสไอ"ชี้ปมขัดแย้งซื้อที่ดินสวนผึ้ง เผยผู้ตายเคยขอตรวจสอบที่ดินเขตราชพัสดุหลังวางมัดจำ 10 ล้าน
จากคดีที่มีคนร้ายแต่งชุดลายพรางทหารขึ้นไปจ่อยิงนางสุชา กลีบบัว อายุ 46 ปี ภรรยาของอัยการธิติ คุ้มรักษ์ อัยการประจำจังหวัด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เสียชีวิตบนรถประจำทางสายราชบุรี-สวนผึ้ง ขณะผู้ตายกำลังนั่งรถจะไปอ.สวนผึ้งเพื่อไปดูไร่ที่ได้ทำการปลูกปาล์มและยางพาราไว้ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 53 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าในคดีของวันนี้( 22 ก.ย. 53 ) เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 ได้เดินทางมาดูร่องรอยกระสุนบนรถเมลล์สายราชบุรี-สวนผึ้ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่วิทยาการจังหวัดราชบุรี ได้ทำการตรวจพิสูจน์วิถีกระสุนอยู่ พร้อมกับเข้าพูดคุยกับนายธิติ คุ้มรักษ์ อัยการประจำจังหวัด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ที่เดินทางมารับศพของนางสุชา กลีบบัว ผู้เป็นภรรยาเพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดกลางใหม่ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อหามูลเหตุของการถูกสังหารโหดในครั้งนี้
จากนั้นได้เข้าร่วมประชุมกับชุดทำงานคลี่คลายคดีซึ่งประกอบด้วย สืบสวนภาค 7 ชุดสืบสวนของตำรวจภูธร จ.ราชบุรี ชุดสืบสวนของสภ.เมือง ราชบุรี และชุดสืบสวนของสภ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อหาแนวทางในการติดตามตัวคนร้าย พร้อมกับกล่าวว่า สำหรับคดีนี้ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือน ประกอบกับผู้ตายเป็นภรรยาของท่านอัยการซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญ ซึ่งทางผู้บัญชาการภาค 7 ได้กำชับมาว่าให้ดำเนินการสาวให้ถึงตัวผู้บงการใหญ่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องดำเนินคดีหมด ส่วนปมสังหารในครั้งนี้ก็ตั้งไว้ 3 เรื่องคือ เรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ในที่ดินซึ่งมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ รวมทั้งเรื่องของการทำสวนปาล์มและยางพาราในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง เรื่องข้อพิพาทของที่ดินที่อยู่ใกล้เคียง และเรื่องของการจ่ายเงินในการซื้อที่ดินยังไม่ครบ ซึ่งยังไม่มีการตัดเรื่องใดเรื่องหนึ่งทิ้งไปเพราะเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกันอยู่ ส่วนคนร้ายนั้นอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ เชื่อว่าในความคืบหน้าของคดีนั้นตอนนี้ใกล้เข้าไปทุกขณะ
ในส่วนของคดีนั้นขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งคนขับรถ กระเป๋ารถเมลล์และผู้โดยสารที่อยู่ใกล้กับคนร้ายและเห็นหน้าคนร้ายชัดเจน เพื่อทำการออกภาพสเกตต์ของคนร้ายก่อนที่จะดำเนินการออกหมายจับ
ด้านนายธิติ คุ้มรักษ์ อัยการประจำจังหวัด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ได้รับทราบข่าวภรรยาถูกยิงเสียชีวิตหลังเกิดเหตุไม่นานเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์ไปบอก ตกใจมากเพราะไม่คิดว่าภรรยาจะถูกยิง ที่ผ่านมาภรรยาก็ระวังตัวอยู่แล้ว เนื่องจากเรามีปัญหาในเรื่องกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่เรามาซื้อที่ดินเพื่อทำการปลูกสวนปาล์มและยางพารา ที่บริเวณหุบพุบอน บ้านถ้ำ หมู่ 5 ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 53 ภรรยาได้เดินทางมาที่จ.ราชบุรี เพื่อจะมาขึ้นศาลในคดีฉ้อโกงที่ศาลแพ่งจ.ราชบุรี ในวันที่ 21 ก.ย. 53 และจะเดินทางไปดูไร่ที่ อ.สวนผึ้ง โดยนัดให้ลูกน้องมารับที่สี่แยกชัชป่าหวาย อ.สวนผึ้ง แต่ก็มาถูกยิงเสียก่อน
"ดีเอสไอ"ชี้ปมขัดแย้งซื้อที่ดินสวนผึ้งฆ่าเมียอัยการ
แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า น่าจะเกิดจากสาเหตุความขัดแย้งเรื่องการซื้อขายที่ดินบุกรุกในราชพัสดุ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีระหว่างนางสุชากับบิดาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้นางสุชาเคยมาพบกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอและทหาร เพื่อขอตรวจสอบที่ในอ.สวนผึ้งหลังเข้าไปติดต่อซื้อที่ จำนวน 1,200 ไร่ ราคาประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งนางสุชาจ่ายเงินล่วงหน้าแล้วจำนวน 10 ล้านบาท ส่วนที่เหลือยังไม่จ่ายเนื่องจากยังไม่สามารถจัดหาที่ดินให้ได้ โดยรับปากว่าจะจัดที่ดินบนในเขตเขาซึ่งมีพื้นที่ลาดชัดเกิน 25 องศาให้แทน แต่นางสุชาปฎิเสธเพราะเกรงจะถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกที่ราชพัสดุ
“ก่อนที่นางสุชาจะเสียชีวิตไม่นาน นางสุชาเคยให้ข้อมูลกับดีเอสไอไว้บ้างแล้ว และในวันจันทร์ที่ 27 ก.ย.นี้ดีเอสไอได้รับการประสานจากญาติผู้เสียชีวิต จะขอเข้าพบพ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษเพื่อขอให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล”แหล่งข่าวกล่าว
ขณะที่พล.ต.วีระศักดิ์ รักษาทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ช่วยราชการกรมการทหารช่าง กล่าวว่า นางสุชาเคยมาพบเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินแปลงที่ติดต่อขอซื้อจากบิดารัฐมนตรีว่าอยู่ในเขตที่มีปัญหาข้อพิพาทกับทหารหรือไม่ ตนจึงแนะนำไปว่าในฐานะที่เป็นข้าราชการไม่ควรทำผิดกฎหมาย จากนั้นก็ไม่ได้พบกันอีก และนางสุชาก็ไม่เคยให้ข้อมูลใด ๆ กับทหารและไม่เคยขอให้ทหารเข้าไปคุ้มครอง เพราะไม่ใช่หน้าที่แต่หากจะเข้าพื้นที่ก็สามารถไปด้วยกันได้
สำหรับกลุ่มนายทุนที่เข้าไปบุกรุกที่ดินเขตราชพัสดุ อ.สวนผึ้ง ปัจจุบันมีหลายกลุ่มทุกกระทรวง ทบวง กรม ทั้งจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัด แต่กลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากภาคใต้แทบทุกจังหวัด ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ ดีเอสไอ และทหารกำลังวางมาตรการแก้ไขให้ออกกฎหมายเวนคืนที่ดิน เพราะที่ผ่านมาการเอาผิดกับผู้บุกรุกที่ดินดังกล่าวทำได้ยาก



