
สภาฯถอนร่างกม.ติดดาบกมธ.อ้างปชช.ถูกละเมิดสิทธิ์
สภาฯมีมติถอนร่างกม.ติดดาบกมธ. อ้างห่วงปชช.ถูกละเมิดสิทธิ์
(22ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.....ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสา มัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาในวาระ 2 ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 16 กันยายน ซึ่งมีการอภิปรายค้างอยู่ที่มาตรา 5 ว่าด้วยการให้อำนาจกมธ.ออกคำสั่งเรียกบุคคลใดหรือเอกสารจากบุคคลใดได้ ยกเว้น ตุลาการ กรรมการองค์กรอิสระที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกมธ.ตัดวรรคสี่ว่าด้วยเอกสิทธิ์การคุ้มครองการฟ้องร้องส.ส.ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 130 ทิ้ง ทำให้ในการประชุมวันดังกล่าว ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลส่วนใหญ่ใช้สิทธิ์อภิปรายคัดค้านร่างพ.ร.บ.นี้กันมาก เนื่องจากเป็นการให้อำนาจกมธ.มากเกิน ไป สุ่มเสี่ยงในการลุแก่อำนาจ และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ถอนร่างกลับไปแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่กมธ.วิสามัญฯกลับไม่ได้แก้ไขก่อนที่จะส่งกลับมาให้สภาพิจารณา
สำหรับการพิจารณามาตรา 5 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ยังแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่เห็นด้วยในหลักการแต่มองว่ายังร่างถ้อยคำไม่รัดกุม 2.กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยในภาพรวมของกฎหมายเพราะให้อำนาจส.ส.ส.ว.มากเกินไป และ 3.กลุ่มที่เห็นด้วยกับร่าง โดยกลุ่มที่เห็นด้วยในหลักการแต่มองว่ายังร่างถ้อยคำไม่รัดกุม อาทิ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมาย แต่ต้องร่างให้รัดกุมมากกว่านี้ อาทิ มาตรา 5 ควรให้อัยการที่เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้รับการยกเว้นด้วย เพราะมีรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ให้พนักงานอัยการมีอสิระในการพิจารณาสั่งคดี คุ้มครอง และควรให้สมาชิกรัฐสภาได้รับการยกเว้นด้วย เพราะมีรัฐธรรมนูญมาตรา 131 ห้ามมิให้จับไปสอบสวนในสมัยประชุม เพราะระบบกมธ.ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นเกมการเมือง ฉะนั้นเสนอให้ กมธ.วิสามัญฯ ถอนร่างออกไปทำให้สมบูรณ์ก่อน
โดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรา 15 / 1 ห้ามเปิดเผยข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.นี้ โดยมิได้รับมอบหมายจากกมธ.และมิใช่เป็นการกระทำตามหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาเรื่องใดๆอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อย่างไรก็ดี มาตรา 5 กลับตัดวรรคสี่ออกไป จึงไม่สอดคล้องกันในการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ดี ควรพิจารณาในสภาต่อไปเพื่อให้ส.ส.ช่วยกันแก้ไขถ้อยคำให้รัดกุม
สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในภาพรวมของร่าง อาทิ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจตรวจสอบในทางการเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่ตรวจสอบในทางกฎหมาย แต่ร่างกฎหมายนี้ให้อำนาจสภาเหมือนเป็นพนักงานสอบสวนในความรับผิดทางกฎหมาย ฉะนั้นไม่ควรสร้างอำนาจใหม่ให้สภาอีกเหมือนที่สภาเคยไปต่อว่าองค์กรอื่นว่า มีอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการในองค์กรเดียวและต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมามีบางกมธ.ใช้อำนาจเกินเลยอยู่แล้ว ตนห่วงประชาชนและคนทำธุรกิจทั่วไป จะโดนละเมิดสิทธิ์จากกฎหมายฉบับนี้ ทั้งที่มีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นและไม่แสดงความคิดเห็นซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนฝ่ายสนับสนุนร่าง อาทิ พ.อ.วินัย สมพงษ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ที่สุด เพราะฝ่ายนิติบัญญัติจะได้ตรวจสอบการบริหารราชการทุกซอกทุกมุม เนื่องจากที่ผ่านมาจะตรวจสอบจริงๆจังๆในตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น กฎหมายนี้ยังป้องกันการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการให้มีระบบธรรมาภิบาลมากขึ้น เพราะทำให้สภาเข้าไปดูความสัมพันธ์และการเอื้อประโยชน์ของเจ้ากระทรวงกับข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งได้ ส่วนข้อกังวลว่า จะเรียกฝ่ายบริหารซ้ำซ้อนจนไม่มีเวลาทำงาน ในมาตรา 10 กำหนดไว้ว่า สามารถอ้างคำชี้แจงที่ได้ให้ไว้ต่อกมธ.คณะอื่นได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมอภิปรายนาน 1 ชั่วโมง นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติขอให้กมธ.วิสามัญฯถอนร่างกลับไปปรับปรุง ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่มีวาระซ่อนเร้น และไม่ได้ต้องการไม่ให้ถูกตรวจสอบ เพราะไม่มีใครเป็นรัฐบาลตลอดกาล ตนเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนเห็นด้วยในหลักการ แต่ร่างกฎหมายยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่อีกมาก เช่น กมธ.ชุดเดียวเรียกหลายครั้งในรอบ 1 เดือน หรือกมธ. แต่ละชุดมีวันประชุมไม่เหมือนกัน แล้วต่างเรียกรัฐมนตรี ข้าราชการมาชี้แจงก็จะไม่มีอันทำอะไร หรือการพิจารณาให้ออกคำสั่งเรียก อาจต้องมีคณะกรรมการกลางขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ เพราะการเปิดให้ใช้เสียงข้างมากเท่าที่มาประชุมอาจมีการดูจังหวะที่กมธ.พรรคของตนเองอยู่แล้วอาศัยมติออกคำสั่งเรียก หรือหากนายกฯมอบหมายให้รัฐมนตรีมาชี้แจงซึ่งสามารถทำได้ แต่กฎหมายนี้ไม่อนุญาต นอกจากนี้อาจมีการใช้กมธ.ไปหาประโยชน์ จึงต้องร่างบทที่ว่าด้วยความรับผิดชอบและการตรวจสอบการใช้อำนาจได้ด้วย ฉะนั้น หากถอนออกไปแล้วให้ทุกพรรคส่งตัวแทนมาช่วยปรับแก้ในรายละเอียดก็น่าจะทำให้กฎหมายรัดกุมขึ้น
ขณะที่นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เสนอให้สภาพิจารณาต่อไป โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้กมธ.จากทุกพรรคเป็นผู้ช่วยกันร่าง ส่วนที่กังวลอำนาจหน้าที่กมธ.อาจมีมากเกินไป ในสภาก็สามารถตรวจสอบกันเองได้อยู่แล้ว โดยมีผู้สนับสนุนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล อาทิ นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สงสัยพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้ถอนร่างกลับไปแก้ไขว่า มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ เพราะกมธ.หลายคณะเชิญเจ้ากระทรวง หัวหน้าส่วนราชการระดับสูง ในเรื่องที่น่าสงสัยไปหลายครั้งแต่ก็ไม่มา ทั้งที่ระบบกมธ.มีส่วนมากในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล จึงเห็นว่า ควรให้สภาพิจารณาต่อได้
ด้านนายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะถอนร่าง เพราะสภารับหลักการไปแล้วและกมธ.วิสามัญฯก็พิจารณาจนเสร็จแล้ว ดังนั้นควรพิจารณาต่อไป มาตราใดที่สะดุดก็ช่วยกันแก้ไข
นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ประธานกมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ถอนกลับไปแก้ไขมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนั้นไม่มีส.ส.คนใดมาเสนอแนะเพิ่มเติม กมธ.ก็ได้ยืนยันตามร่างและส่งกลับเข้ามา ยอมรับว่า ร่างกฎหมายนี้อาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่กมธ.ไม่ถอน แต่ถ้าเสียงข้างมากในสภาจะให้ถอน ก็ให้มีมติมา อย่างไรก็ดี การทำงานของกมธ.ที่ผ่านมามีปัญหาจริงๆ ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ควรต้องผ่านสภาในสมัยประชุมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมอภิปรายสนับสนุนญัตติทั้ง 2 ญัตญัตินานครึ่งชั่วโมง นายชัย สั่งให้ลงมติ ปรากฏว่า ที่ประชุมเสียงข้างมากมีมติให้ถอนร่างกลับไปให้กมธ.วิสามัญฯแก้ไข ด้วยคะแนน 204 ต่อ 101 งดออกเสียง 12 ไม่ลงคะแนน 13 เสียง ทั้งนี้นายนิพนธ์ เสนอให้แก้ไขให้เสร็จ 20 วัน และเมื่อเสร็จขอให้ประธานสภา บรรจุเข้าวาระทันที และจะเชิญทุกฝ่ายมาให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้กมธ.วิสามัญฯปรับปรุง ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วย จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการพิจารณาถัดไป



