
ภูฏานเสนอยูเอ็นใช้ดัชนีวัดความสุขแก้จนชาวโลก
นิวยอร์ก-นายกฯ ภูฏานเสนอผู้นำโลกร่วมใช้ดัชนีวัดความสุขในกระบวนการนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ ที่มีเป้าหมายลดปัญหาความยากจน หิวโหย และโรคภัยไข้เจ็บในประชากรทั่วโลก
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่าเมื่อวันจันทร์ (20 ก.ย.) นายจิกมี ธินเลย์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน ได้นำเสนอแนวคิดการใช้ดัชนีมวลรวมความสุข (จีเอ็นเอช) เป็นเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (เอ็มจีดี) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป้าหมายที่ 9 ระหว่างการประชุมยูเอ็น ณ นครนิวยอร์ก โดยให้เหตุผลว่าจีเอ็นเอชเป็นบทสรุปแห่งเป้าหมายทั้ง 8 ประการของเอ็มจีดี ที่กำหนดขึ้นในปี 2543 ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดความยากจน และลดการหิวโหยของประชากรโลก เป็นต้น ทั้งยังระบุด้วยว่าภูฏานกำลังจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาหลากหลายด้านที่รุมเร้าอยู่
นายกรัฐมนตรีภูฏาน ระบุด้วยว่า เอ็มจีดีเป็นกระบวนการที่นำไปสู่ผลสำเร็จแห่งเป้าหมายทั้ง 8 ประการของยูเอ็น ทั้งยังเป็นเหตุผลที่ทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศยากจน หรือประเทศกำลังพัฒนาในการเชื่อมโยงเหล่ามนุษยชาติเข้าด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงความมั่งมีและยากจน โดยไม่มีระยะเวลาเป็นเครื่องกำหนด นอกจากนั้นยังได้กล่าวประณามเป้าหมายการสร้างความมั่งมีให้ประเทศว่าเป็นเรื่อง "อันตรายและโง่" และเชื่อว่ายูเอ็นจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 8 ประการตามแผนเอ็มจีดีได้ภายในปี 2558
รัฐบาลภูฏานยึดถือหลักเอ็มจีดีเป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ เพื่อสืบต่อพระราชดำริของพระราชบิดาแห่งสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ประมุขของประเทศองค์ปัจจุบัน ซึ่งทรงสร้างหลักเอ็นจีดีขึ้นมาระหว่างการครองราชย์ โดยหลักดังกล่าวประกอบไปด้วยการพัมนาอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ และส่งเสริมคุณค่าแห่งวัฒนธรรม รักษาสิ่งแวดล้อม และดำเนินการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล
ทั้งยังครอบคลุมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ทำให้ภูฏานที่แยกตัวเป็นเอกเทศ และมีเศรษฐกิจเติบโตช้ามาตลอดหลายร้อยปี ทั้งยังเพิ่งเปิดรับเครื่องโทรทัศน์ให้เข้ามาในประเทศเมื่อปี 2542 นี้ สามารถพัมนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วถึงระดับ 8% ต่อปีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการให้การศึกษาและการรักษาฟรีแก่ประชาชน การรักษาสภาพแวดล้อมของภูเขา รวมทั้งการรักษาสถานภาพของศาสนาและประเพณีวัฒนธรรมให้ผูกพันกับสังคมอย่างเหนียวแน่น
นายจิกมียังกล่าวด้วยว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องเตือนใจว่าความมั่งมีทางเศรษฐกิจโลกเป็นเรื่องลวงตา และสามารถหายไปในพริบตา ทั้งยังเชื่อว่าวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแนวคิดในการใช้ชีวิตของประชากรโลก ก่อนที่จะก้าวลงจากเวทีพร้อมรอยยิ้มและเสียงปรบมือจากผู้นำประเทศสมาชิกยูเอ็นที่เข้าร่วมประชุม



