
พุ่งเป้า"คนใน"ฉกอาร์พีจี
ในรอบไม่เกิน 1 เดือนที่ผ่านมา การก่อเหตุรุนแรงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดชนิด "เอ็ม 79" ชักเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความหวั่นวิตกว่าจะเป็นสัญญาณความปั่นป่วนวุ่นวายรอบใหม่
ขณะที่อาวุธร้ายแรงอีกชนิดอย่าง "จรวดอาร์พีจี" ก็มีข่าวหายจากแผนก 2 กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก จ.ลพบุรี ถึง 39 ลูก พร้อมกับกระสุนปืนเอ็ม 16 ประมาณ 8,000 นัด และกระสุนปืนกลเอ็ม 60 ที่คาดว่าจะหายไปในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน
โดยเฉพาะลูกกระสุนอาร์พีจี 39 ลูกที่หายไป ซึ่งหากหลุดไปอยู่ในมือของกลุ่มที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองคงสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย หรือทำให้เกิดความสูญเสียร้ายแรง เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นต้นมาก็เคยมีการใช้อาร์พีจีก่อเหตุมาแล้วถึง 3 ครั้ง
ครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2553 มีเหตุยิงอาร์พีจีในซอยแพร่งภูธร ถ.แพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กทม. โดยมีเป้าหมายที่กระทรวงกลาโหม แต่กระสุนพลาดไปถูกสายไฟก่อนทำให้เกิดระเบิดขึ้นก่อนถึงเป้าหมาย
ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 มีเหตุยิงอาร์พีจีใส่ถังเก็บน้ำมันขนาด 22 ล้านลิตร ของบริษัท ปตท. จำกัด ริมถนนลำลูกกา-คลองสิบหก หมู่ 11 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี กระสุนเจาะถังน้ำมันเป็นรูขนาดใหญ่ 1 นัด แต่ไม่ระเบิด
ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 มีเหตุยิงอาร์พีจีใส่คลังน้ำมันย่อยกองร้อยพลาธิการส่งกำลังน้ำมัน กรมพลาธิการทหารบก จ.นนทบุรี พบร่องรอยถังน้ำมันขนาด 10 ล้านลิตร ถูกยิง 2 นัด แต่ถังน้ำมันแค่เป็นรอยบุบเท่านั้น
หากพิจารณาจากอานุภาพของอาร์พีจีแล้วจะพบว่า อาวุธชนิดนี้ถือเป็นอาวุธร้ายแรงมาก เนื่องจากเป็น "อาวุธต่อสู้รถถังขนาดเล็ก" ชนิดประทับบ่ายิง ปากลำกล้องกว้าง 40 มม. แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1.ใช้ลูกจรวดขนาด 82 มม.(อาร์พีจี 2 ) และ 2.ขนาด 85 มม. (อาร์พีจี 7)
เป็นอาวุธเสริมเพื่อใช้ทำลายรถถัง ยานยนต์ หรือฐานที่มั่นทางทหาร รวมทั้งการสังหารบุคคลเป็นกลุ่มก้อน !!!
เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ได้รับพัฒนาโดยสหภาพโซเวียตภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปรับปรุงมาจากเครื่องยิงจรวด panzerfaust ของนาซีเยอรมัน ก่อนจะนำมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศค่ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งในสมรภูมิ "เขมรสามฝ่าย" เมื่อราว 30 ปีก่อนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญในกองทัพชี้ว่า คลังแสงของกองทัพก็รองรับอาวุธที่ยึดได้จากสมัยสงครามในกัมพูชาได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะ จ.ลพบุรี มีคลังแสงขนาดใหญ่ถึง 3 แห่ง คือ แผนก 1 แผนก 2 และแผนก 4 ของกรมสรรพาวุธทหารบก
ส่วนแผนก 2 ที่มีข่าวว่ามีอาวุธหายไปเป็นจำนวนมากนั้น เป็นคลังที่ตั้งอยู่บนภูเขา มีโรงเก็บย่อยๆ เกือบ 100 โรง จึงเป็นไปได้ว่า มาตรการในการเก็บรักษาอาจไม่รัดกุมเพียงพอ จึงทำให้อาวุธหายไปจากคลังได้
ขณะที่ผู้ต้องสงสัยเขาเชื่อว่า จะต้องเป็น "คนใน" เพราะยากที่คนนอกจะเข้าไปในเขตทหารที่มีเวรยามแน่นหนาได้
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้เป็นห่วงการหายไปของอาร์พีจีมากกว่า เพราะถึงแม้จะไม่มีเครื่องยิงมาตรฐาน แต่สามารถดัดแปลง "ท่อพีวีซี" หรือ "ท่อเหล็ก" ให้เป็นเครื่องยิงชั่วคราวได้ โดยถ้าเป็นท่อพีวีซีก็ใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ถ้าเป็นท่อเหล็กก็สามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง
สำหรับกระสุนปืนเอ็ม 16 และกระสุนปืนกลเอ็ม 60 เขาเชื่อว่า น่าจะเป็นการลักลอบเอาไปขายให้ "ชนกลุ่มน้อย" ตามแนวชายแดนด้านตะวันตกมากกว่า เพราะปัจจุบันชนกลุ่มน้อยถูกปิดล้อมทุกทาง จึงมีการเข้ามาซื้อหาในฝั่งไทย
ส่วนกลุ่มที่เคลื่อนไหวในประเทศ เขาก็มองว่า ไม่จำเป็นต้องเอามาจากในค่ายทหารก็ได้ เพราะตาม "แนวชายแดนด้านตะวันออก" ก็สามารถหาซื้อได้ไม่ยาก ในราคาไม่แพง จึงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเข้ามาเอาในค่ายทหารแบบนี้
ด้านการสอบสวนภายในกองทัพบก ขณะนี้มุ่งไปที่ประเด็น "เกลือเป็นหนอน" โดยการเข้าไปตรวจสอบของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบร่องรอยหลายๆ อย่างที่คล้ายเป็นการจงใจทิ้งร่องรอยว่าเป็นการโจรกรรมจนเกินไป
ยกตัวอย่างเช่น การรื้อค้นของกระจัดกระจาย เพื่อให้ดูว่าคนที่เข้ามาขโมยไม่รู้จุดที่วางอาวุธแต่ละประเภท หรือการทิ้ง "รองเท้า" ไว้ให้ดูต่างหน้าเพื่อให้เข้าใจว่า เป็นคนนอกแอบเข้ามาขโมย ไม่ใช่การหายเพราะฝีมือของคนในที่รู้จุดที่วางอาวุธดี
แหล่งข่าวระดับสูงในกองทัพบกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดว่า อาวุธที่หายไปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน เพียงครั้งเดียว หรือมีการทยอยเอาออกไปตั้งแต่ช่วงการชุมนุมหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
โดยเฉพาะ "ซีเรียลนัมเบอร์" ของชิ้นส่วนระเบิดอาร์พีจีที่เคยใช้ก่อเหตุมา 3 ครั้งก่อนหน้านี้ !!!
เขาเชื่อว่า อาวุธที่ถูกนำเอาออกไปน่าจะยังอยู่ในพื้นที่ จ.ลพบุรี เช่น นำไปซุกซ่อนไว้ในป่าใกล้คลังแสง เพราะเกรงจะถูกตามจับได้ ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งการให้ตรวจสอบหาอาวุธสงครามในบริเวณรอบๆ คลังแสงด้วย
ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เอาไป เขาก็มองสอดคล้องกับทุกฝ่ายว่าเป็น "คนใน" แน่นอน เพราะคนนอกไม่สามารถลักลอบเข้าไปได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องห้าม และมีขั้นตอนการเข้าออกอย่างเข้มงวด
กว่าจะฝ่าไปถึงคลังแสงได้ต้องผ่านด่านหลายด่าน ซ้ำบริเวณโดยรอบยังขึงลวดหนามกั้นไว้ถึง 2 ชั้น และแม้จะข้ามรั้วลวดหนามมาได้ก็ต้องเจอกับลวดหนามหีบเพลงกั้นไว้อีกชั้น ส่วนห้องเก็บอาวุธก็เป็นโครงสร้างปูนทั้งหมด ไม่สามารถงัดแงะได้
สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบภายใน ขณะนี้ได้สอบสวนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในช่วงเดือนกันยายน รวมทั้งช่วงที่มีการชุมนุมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2553
นอกจากสอบปากคำแล้วจะต้องตรวจทางนิติวิทยาศาตร์ทั้ง "ดีเอ็นเอ" และ "ลายนิ้วมือ" เพื่อเปรียบเทียบกับที่พบในจุดเกิดเหตุเพื่อแยกแยะ "ศัตรู" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่มิตร ซึ่งดีไม่ดีอาจสาวไปถึงพวก "แตงโม" ที่เร้นกายอยู่ทุกหนทุกแห่งในกองทัพก็เป็นได้
ทีมข่าวความมั่นคง



