
พระกับโจร?ในโลกของตำรวจ
งานทำไปสามเดือนแล้วเงินยังไม่มาเลย นายตำรวจพลั้งปากพูดความจริงที่อยู่ในจิตใจโดยไม่ได้ครุ่นคิด แต่ด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่คุ้นเคยกับการถูกปฏิบัติเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึก ผิด ทำให้เกิดคำสารภาพผิดตามมา
“ขอโทษผมอาจจะพูดตรงไปหน่อย” เมื่อดิฉันแสดงท่าทีให้เห็นถึงความเข้าใจกับสภาพที่เหล่าบรรดาตำรวจจำเป็นต้องทนทำงานทั้งๆ ที่ไม่มีงบประมาณแต่จำเป็นต้องมีผลงานให้ปรากฏเป็นที่ชัดเจนและบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดนั้นทำให้เรื่องราวการไขว่คว้าหาเงินมาทำงานและความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อคับข้องใจจึงพรั่งพรู
“ดีนะกฎหมายยึดทรัพย์มันออกมาทีหลัง ไม่งั้นโดนยึดหมดทั้งโรงพัก” นายตำรวจใหญ่เริ่มต้นเล่ากระตุ้นความใคร่รู้ของดิฉัน พร้อมขยายความว่า ด้วยภาวะที่นายนิยมสั่งงานโดยไม่มีการจัดสรรงบประมาณมาด้วยนั้น (ตำรวจใช้คำเรียกว่า ”สั่งแห้ง”) ทำให้ตำรวจจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนเงินจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง “รายชื่อก็คาติดอยู่กับไอ้ของที่มันบริจาคมานั่นแหละ วันดีคืนดีไอ้คนที่มันบริจาคของให้เราก็โดนจับข้อหาค้ายาบ้า ถ้ามีกฎหมายยึดทรัพย์ช่วงนั้นไอ้ของพวกนี้ก็ต้องถูกยึดทั้งหมด” นายตำรวจใหญ่อธิบายให้เห็นว่า การที่นายมีคำสั่งให้ผู้ปฏิบัติทำงานโดยต้องหางบประมาณเองโดยการขอรับการสนับสนุนจากแหล่งต่างๆ นั้นมีความเสี่ยงสูงที่ผู้กระทำผิดจะยื่นมือเข้ามาเป็นผู้อุปถัมภ์แก่ตำรวจเพื่อหวังการเกิดเอื้อประโยชน์ในการละเว้นการบังคับใช้กฎหมายหรือการแอบอ้างเพื่อสร้างความเชื่อถือ สร้างบารมีเพื่อให้เกิดความเคารพยำเกรงจากตำรวจหรือบุคคลกลุ่มอื่นๆ
“บางครั้งเราตั้งคำถามว่า เราเป็นตำรวจหรือเราเป็นเจ้าอาวาส” การเปรียบเทียบการกระทำของตนเองกับสถานะเจ้าอาวาสหมายความถึงการทำหน้าที่ขอรับบริจาคปัจจัยต่างๆ เพื่อนำมาปฏิบัติงาน "ต่อมามันก็แยกไม่ถูกแล้วว่าไปขอรับบริจาคมาเพื่อตนเองหรือเพื่อการทำงานให้องค์กร"
นอกเหนือจากการต้องขอบริจาคเงินเพื่อนำมาใช้ในการทำงานแล้ว โรงพักยังทำหน้าที่ไม่แตกต่างไปจากร้านขายของ นายตำรวจเล่าถึงภารกิจของโรงพักว่านอกเหนือจากการบำบัดทุกข์บำรุงสุขด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแล้วนั้น โรงพักยังมีสินค้าที่นายส่งมาจำหน่ายด้วย “คุณสามารถหาทุกๆ สิ่งได้ที่โรงพักไม่ว่าจะเป็นบัตรกอล์ฟ หนังสือที่ขายที่ไหนไม่ได้แล้วก็ส่งมาขายที่โรงพัก ตั๋วหนัง แม้กระทั่งพระก็สามารถเช่าได้ที่โรงพัก”
“แต่มันก็ดีขึ้นกว่าในอดีตมากนะ” นายตำรวจสรุปว่าองค์กรของตนเองนั้นก็มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่เป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างที่คาดหวังไว้พร้อมทั้งขยายความว่า “ในอดีตจะไปจับผู้ต้องหาค้ายาไม่มีเงินมันต้องใช้เงินเยอะคดีแบบนี้ ก็ต้องไปเรี่ยรายจากไอ้พวกธุรกิจสีดำ สีเทา พวกบ่อนการพนันเอาเงินมาไว้ใช้ทำงาน” ด้วยเหตุผลเช่นนี้ทำให้โลกของตำรวจติดกับดักพัวพันอยู่ระหว่างโลกสีดำ สีเทา และสีขาวอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด “หากไม่แก้ไขตรงนี้ไม่ต้องมาพูดหรอกเรื่องราชการไทยใสสะอาด” ดูเหมือนว่าคำว่าใสสะอาดจะเป็นเพียงความฝันในอุดมคติที่ไกลเกินความจริง เป็นเพียงภาพที่สร้างขึ้นโดยขาดการสนับสนุนเหตุปัจจัยที่จำเป็นและเอื้อต่อการปฏิบัติงานในโลกของความเป็นจริง
การกำหนดเป้าหมายในการทำงานและภาพฝันขององค์การโดยไม่ได้คำนึงถึงปัญหา อุปสรรค และความต้องการที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติทำให้นโยบายต่างๆ ที่ผู้มีอำนาจประกาศออกมาสู่สาธารณะจึง เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นมายาที่หลอกประชาชน และหลอกตนเองไปวันๆ เพื่อสร้างภาพให้ดูดีแต่แท้จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



