
ทบ.เชื่อคนในกองทัพเอี่ยวอาวุธคลังแสงลพบุรีหาย
ทบ.เชื่อคนในกองทัพมีเอี่ยวอาวุธคลังแสงลพบุรีหาย ชี้ระบบรปภ.ดี แต่บกพร่องตัวบุคคล เผย ผบ.ทบ. ลงกำกับเอง ประสาน คุณหญิงพรทิพย์ สืบหาข้อเท็จจริง ชี้ผลสอบคืบไปมาก ลั่นต้องลงดาบผู้รับผิดชอบ ศอฉ.เตรียมเสนอครม.ต่อ-ไม่ต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 5 ต.ค.นี้
(21ก.ย.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก และโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่อาวุธของกองทัพได้หายไปจากคลังแสงที่จ.ลพบุรีว่า เรื่องนี้เป็นการรายงานโดยตรงระหว่างเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก กับผู้บัญชาการทหารบกไม่ได้ผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งหลายฝ่ายอาจจะนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวกับกลุ่มที่จะก่อความรุนแรง และผู้ที่ฉวยโอกาสได้ ดังนั้นสาเหตุที่ตนไม่อยากเปิดเผยข้อมูลในช่วงแรก เพราะต้องการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อมูล สืบสวนสอบสวน เพื่อหาผู้กระทำผิด
“การดำเนินการในครั้งนี้ ผบ.ทบ.ได้นำเรื่องของกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสืบสวน โดยแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนนันทน์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ตรวจสอบและรายงานกับ ผบ.ทบ. ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ เป็นการดำเนินการของผู้บังคับบัญชา เนื่องจากสังคมเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ ผบ.ทบ.จึงลงมากำกับดูแลในเรื่องนี้เอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดยึดกับ พล.อ.อนุพงษ์ คนเดียวเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นผบ.ทบ.คนไหนเข้ามารับตำแหน่งก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ตามระเบียบ ซึ่งขณะนี้ผลการสืบสวนถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าเป็นบุคคลภายในกองทัพที่ขโมยอาวุธออกไป พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีการตั้งข้อสังเกตถึงผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น เพราะของอยู่ข้างในค่ายทหาร ถ้าคนนอกไม่ได้รับความร่วมมือจากคนข้างในก็คงเป็นไปไม่ได้ ขณะนี้เป็นเรื่องของการรวบรวมข้อมูลหลักฐานของเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้แจ้งความไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เพื่อตามหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งผบ.ทบ.ได้เน้นย้ำว่า ใครมีส่วนรับผิดชอบก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้หลายคนบอกว่า อาวุธหายครั้งนี้ไม่ใช่หายครั้งแรก แต่อย่าลืมว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของกองทัพดีอยู่แล้ว แต่บกพร่องในเรื่องตัวบุคคล ดังนั้นเรื่องนี้ ผบ.ทบ.พูดชัดเจนว่า เกี่ยวข้องกับผู้ใด ผู้นั้นต้องรับผิดชอบทั้งหมด
เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.จำเป็นต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า หากผบ.ทบ.ต้องรับผิดชอบก็ต้องรับผิดชอบถึงคนสุดท้ายของระบบ ซึ่งคงไม่ถึงขนาดนั้น
ศอฉ.เตรียมเสนอครม.ต่อ-ไม่ต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 5 ต.ค.นี้
เมื่อเวลา 17.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลประชุม ศอฉ. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศอฉ.เป็นประธานในการประชุมว่า ในที่ประชุม นายสุเทพ ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดูแลความปลอดภัย และสถานการณ์ในการชุมนุมความเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอบคุณกลุ่มผู้ชุมนุม และแกนนำที่จัดการชุมนุมที่เคารพในกฎกติกา ซึ่งสถานการณ์โดยรวมอยู่ในภาพที่ทุกคนมั่นใจในความปลอดภัย
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีการพูดถึงกรณีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะครบวาระ 3 เดือนในวันที่ 5 ต.ค. นี้ ซึ่งนายสุเทพได้สั่งการให้ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้ง ฝ่ายข่าว ตำรวจ มหาดไทย และกองทัพ ได้ประเมินสถานการณ์ในส่วนที่รับผิดชอบในทุกพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่ามีข้อมูล หรือความเหมาะสมว่าจะมีการต่ออายุหรือยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ อย่างไร โดยจะนำข้อมูลนี้เสนอให้กับคณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบในวันที่ 4 ต.ค.นี้ ส่วนจะพิจารณาตกลงใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่รัฐบาล ส่วนการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ภายหลังจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ทุกฝ่ายไม่ได้ประมาท โดยนายสุเทพ ได้กำชับการก่อวินาศกรรม การดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญด้วย
“ที่ประชุม นายสุเทพ ได้กำชับทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะฝ่ายข่าวให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะการก่อวินาศกรรม เพราะหลายฝ่ายอาจจะมีความคิดโดยไปเชื่อมโยงกับเครื่องยิงกระสุนวัตถุระเบิดของกองทัพที่หายไป โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่และปริมณฑล ซึ่งหากใครมีข้อมูลข่าวสารต้องประสานงานกับกองทัพ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมจากผู้ไม่หวังดี” โฆษกศอฉ.กล่าว
พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เราได้รับแจ้งจากผู้หวังดีว่า ในพื้นที่การชุมนุมวัดปทุมวนารามที่มีคนเข้าไปอยู่จำนวนมาก มีอาวุธซุกซ่อนอยู่ในวัด ดังนั้น หลังจากผู้ชุมนุมแยกย้ายกลับไป เราจึงเข้าไปตรวจสอบพบอาวุธที่ซุกซ่อนใต้ฐานพระ โดยมีเจ้าหน้าที่ของวัดเป็นผู้ชี้ให้ดูว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ไหน ซึ่งเราได้ร่วมตรวจสอบ และเรียกชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งคิดว่าอาวุธเหล่านี้เป็นของเก่าที่ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. หลังจากที่มีการควบคุมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาวุธที่ตรวจพบ ประกอบด้วย อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอกพร้อมกระสุนอีก 212 นัด ระเบิดมือแบบเอ็ม 26 จำนวน 2 ลูก แบบเอ็ม 61 จำนวน 1 ลูก แบบ เค 75 จำนวน 1 ลูก กระสุนเอ็ม 79 จำนวน 4 ลูก ซึ่งขณะนี้กองพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจสอบอาวุธ และเครื่องยิงกระสุนว่ามาจากที่ใด
“ที่ประชุมศอฉ.ได้สั่งการให้หน่วยข่าวทุกหน่วยได้สอดส่องและดูแลพื้นที่ให้ชัดเจนขึ้น เพราะเรายังเชื่อว่ายังมีบางกลุ่มที่มีแนวความคิดใช้ความรุนแรง ซึ่งเราจะคอยติดตามว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้น สาเหตุมาจากทางด้านการเมืองหรือไม่ ส่วนจะมีกลุ่มไหนบ้างนั้น ไม่สามารถระบุได้ เพราะไม่ได้เจาะจงลงไปเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เรามองว่าอาจจะมีพวกมือที่สามหรือมือที่สี่ ที่มีแนวความคิดที่จะก่อเหตุขึ้นมา” พล.ต.ท.ตรีทศ กล่าว
เมื่อถามถึงเหตุระเบิดอาคารสุภาวดี ในพื้นที่เขตดุสิต พล.ต.ท.ตรีทศ กล่าวว่า ในที่ประชุม ศอฉ.ยังไม่ได้รับรายงานว่า เป็นสาเหตุทางการเมืองหรือด้านอื่น จึงอยากขอให้เวลาเจ้าหน้าที่สืบสวนก่อน



