
แปรเสียงเงียบเป็นเสียงสวรรค์
ดิฉันสุดแสนจะยินดีกับชีวิตใหม่ของ มุคตาร์ ไม ชาวปากีสถานวัย 37 ปี ที่ได้เข้าพิธีแต่งงานกับนาซีร์ กาโบล บอดี้การ์ดประจำตัวผู้เฝ้าเพียรขอแต่งงานครั้งแล้วครั้งเล่ามานานหลายปีและถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตายถึง 2 ครั้ง กว่าเธอจะยอมตกปากรับคำแต่งงานด้วย
การที่เธอไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ ไม่ใช่เพราะเล่นตัวหรือสุดแสนจะเย่อหยิ่งจองหอง หากเป็นเพราะไม่อาจลบเลือนประสบการณ์สุดแสนเจ็บปวดในชีวิตของลูกผู้หญิงออกไปจากใจได้ง่ายๆ เมื่อเธอต้องตกเป็นเหยื่อของสังคมชายเป็นใหญ่ที่ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นหญิงแม้แต่น้อย แต่เธอก็ลุกขึ้นสู้จนกระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของผู้หญิงผู้ถูกกดขี่และถูกทำให้เป็นเสียงเงียบที่ไม่มีใครฟัง
โศกนาฏกรรมของเธอเริ่มขึ้นหลังจากที่สภาของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในปากีสถานได้ลงมติสุดแสนอัปยศเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ให้ผู้ชายในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะหนุ่มหรือแก่รุมข่มขืนเธอ เพื่อลงโทษแทนน้องชายที่แอบไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงของอีกหมู่บ้านหนึ่งที่เป็นศัตรูกับหมู่บ้านนี้
หลังจากเกิดเรื่องขึ้น แทนที่มุคตาร์จะฆ่าตัวตายเหมือนกับผู้หญิงอีกไม่ใช่น้อยในประเทศนี้ เธอกลับทลายกำแพงแห่งความหวาดกลัวด้วยการลุกขึ้นท้าทายคนในหมู่บ้านนั้น ด้วยการฟ้องเรียงตัวบรรดาผู้ที่มีส่วนกระทำการนั้น แม้จะถูกสารพัดข่มขู่ถึงขั้นจะเอาชีวิตให้ได้ โชคดีที่สวรรค์ยังมีตา และเสียงของเธอก็ดังกึกก้องจนได้ยินไปทั่วโลกที่ให้กำลังใจในความกล้าหาญครั้งนี้ จนกระทั่งเธอชนะคดีในที่สุด
จากนั้นเธอก็แปรประสบการณ์เสียงเงียบของลูกผู้หญิงให้กลายเป็นเสียงสวรรค์ที่มีพลัง ด้วยการตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง รวมทั้งให้บริการรถพยาบาลสำหรับผู้หญิงที่ถูกทำร้าย ตลอดจนตั้งกลุ่มช่วยเหลือผู้หญิงในหมู่บ้าน ไม่นับรวมการเขียนหนังสืออัตชีวประวัติบอกเล่าถึงความเจ็บปวดของลูกผู้หญิงในประเทศนี้
การแต่งงานของเธออย่างถูกต้องตามประเพณีก็ถือเป็นการทำลายค่านิยมของสังคมนี้เช่นกัน จากเดิมที่มักจะบีบให้เหยื่อข่มขืนฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ต้องแอบอยู่ในซอกหลืบมืดๆ ของสังคม
มุคตาร์ ไม ให้เหตุผลที่เธอใจแข็งมานานหลายปี แม้ว่าพ่อแม่พี่น้องรวมทั้งภรรยาของนายกาโบล จะช่วยกันขอร้องหลายครั้งว่า ในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอย่อมเข้าใจถึงหัวอกของผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ถูกเลื่อนขั้นเป็นภรรยาหลวงว่าจะเจ็บปวดและว้าวุ่นเพียงใด
แต่เพราะเห็นใจในรักแท้ เธอจึงยอมแต่งงานด้วย ภายใต้เงื่อนไขว่า นายกาโบลจะต้องโอนที่ดินและบ้านหลังเก่าให้ภรรยาคนแรก นอกเหนือจากต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเป็นรายเดือนด้วย
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



