
บันทึกหน้าใหม่ของสิงห์คลองหลอด
ไล่เรียงความร้อนแรงตั้งแต่ "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" นั่ง รมว.มหาดไทย มีหลายอย่างเกิดขึ้นมาอย่างมากมายไม่เว้นวันพระวันโกน สิ่งที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สร้างความเคลือบแคลงให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง
"โครงการจัดทำระบบให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่" ที่ทุกคนเข้าใจร้องอ๋อทันที เมื่อเอ่ยถึง "บัตรสมาร์ทการ์ด" หลายคนรับรู้กันว่า สาเหตุหลักใหญ่ที่ทำให้ "วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์" อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เจ้าของรูปแบบการทำงานลักษณะ "ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ" ไม่ยอมลงนามอนุมัติโครงการนี้
ทั้งที่พร่ำสอนกันมานานแล้วว่า "ข้าราชการปกครองนั้นต้องเป็นเหมือนน้ำ อยู่ในแก้ว ก็เป็นแก้ว อยู่ในเหยือก ก็เป็นเหยือก"
นั่นก็เพราะเชื่อว่า การลงนามเซ็นสัญญาในวันนั้น ก็เท่ากับว่า ขาข้างหนึ่งก้าวย่างเข้าสู่คุก เลือกที่จะยอมรับชะตากรรม หลังการปฏิเสธเงื่อนไขของ "ก๊อด ฟาร์เธอร์" ว่า ถ้าไม่ ก็ไม่ได้นั่งเก้าอี้ใหญ่ ศักดิ์ศรีเป็นรองแค่ ปลัดกระทรวง
"วงศ์ศักดิ์" เคยยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า เคยเดินเท้าเข้าไปหา และเอ่ยปากขอจาก "ดอน ณ คลองหลอด" ที่ใครก็รู้ว่า ไม่ใช่ "ดอน" ตัวจริง เพื่อขอความเมตตาปรานี ช่วยแต่งตั้งโยกย้ายกลับไปนั่งเก้าอี้พ่อเมืองเหมือนก่อนที่จะก้าวเข้ามาเป็นอธิบดี
แต่คำร้องขอก็ไม่เป็นผล
ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจกัน เมื่อลงได้สวมบท "ก๊อด ฟาร์เธอร์" แล้ว เมื่อได้ยื่น "เงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธ" ไปแล้ว ยังมีผู้ที่แข็งขืน ชะตากรรมของคนผู้นั้นย่อมเป็นที่รับรู้ได้เช่นกันว่าจะออกมาอย่างไร
"ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย" คือ โทษที่ได้รับแบบตรงไปตรงมาชนิดไม่ต้องรอลงอาญา
ใครจะคิดว่า นี่คือทัณฑ์ที่เกิดจากการไม่สนองนาย หรือนี่คือทัณฑ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของนาย ในยุค "ชวรัตน์" เป็นเสนาบดีใหญ่...ก็ว่ากันไป
แต่สำหรับ "วงศ์ศักดิ์" แล้วเขาย่อมรู้ดีว่า ชะตากรรมที่พลิกผันจากการกุมอำนาจคุมนายอำเภอทั่วประเทศ คุมสำนักบริหารการทะเบียน ที่ทำหน้าที่ออกบัตรประชาชนให้คนไทยทุกคน มาถึงวันหนึ่งทุกอย่างเหมือนกับสายลม ...พัดมาแล้วก็ผ่านเลยไป
ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้ามาแทรก "สมาร์ทการ์ด" หกแสนใบมูลค่าเกือบพันล้านบาท กลิ่นยังไม่ทันจาง เพราะปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนเจ้าของประเทศผู้เสียภาษีเข้ารัฐยังคงต้องก้มหน้าใช้บัตรเหลืองแทนบัตรประชาชนแบบภาระจำยอม "ระบบคอมพิวเตอร์" ที่เป็นโครงการต่อเนื่องมูลค่า 3,490 ล้านบาท ก็เป็นเรื่องขึ้นมา
มีเสียงจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
เป็นเหตุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และดีเอสไอ เข้ามาดูแลเรื่องความโปร่งใส
พลิกปูมโครงการประกวดราคาเช่าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบตามในการจัดทำระบบให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ภายในวงเงิน 3,490,845,673 ล้านบาท ที่ต้องเร่งทำเพียงเพราะคอมพิวเตอร์เดิมครบสัญญา 6 ปี
แต่อย่าลืมว่า แม้หมดสัญญาไปแล้ว แต่อย่าลืมเงื่อนไขเครื่องที่ใช้อยู่ยังสามารถทำงานได้ สัญญาระบุไว้ว่า เครื่องคอมพ์จะตกเป็นของรัฐ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าให้เอกชน ขณะเดียวกัน ข้อมูลทุกอย่างหน่วยงานของรัฐทั้งหลายก็ยังสามารถใช้ข้อมูลได้ตามปกติ
แต่เมื่อทุกอย่างยังไม่ทันชัดเจน คำถามที่ยังไร้คำตอบ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะ
"เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้" ข้าราชการอย่าง "วิเชียร ชิดชนกนารถ" ผอ.ส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน กรมการปกครอง ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง เคยเอ่ยบอกว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือทักท้วงรอบสองเมื่อวันที่ 9 กันยายน แฟ้มถูกวางไว้บนโต๊ะ ชนิดยังไม่ทันหายร้อน
ทว่า อธิบดีกรมการปกครองอย่าง "มงคล สุระสัจจะ" ได้ลงนามเซ็นสัญญาเช่าคอมพิวเตอร์ ประมาณวันที่ 10-11 กันยายน แบบหักปากกาเซียน
โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า ได้พิจารณาแฟ้มที่มีหนังสือทักท้วงเล่มนั้นหรือไม่
คงมีเพียงแต่เสียงร่ำลือที่ต้อง "ฟังหูไว้หู" เท่านั้นว่า สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ คือ เงื่อนไขจาก "ดอน ณ คลองหลอด" รวมทั้งชะตากรรมของ "วงศ์ศักดิ์" ที่บรรดาสิงห์คลองหลอดจดจำเอาไว้ศึกษา
แต่เมื่อเซ็นไปแล้ว นับจากนี้ ชะตากรรมของ "มงคล" ก็คงจะถูกจารึกไว้ให้ "สิงห์รุ่นหลัง" จดจำไว้เป็นบทเรียนเช่นกัน
นอกจากเรื่องที่ว่าแล้ว คนมหาดไทยก็เฝ้าจับตาว่า ระหว่าง "อภิสิทธิ์" กับ "เนวิน ชิดชอบ-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล-พรรคภูมิใจไทย" เอาจริงหรือสร้างภาพกันแน่
วัฒนา ค้ำชู



