
"เจเอฟอี"เดินหน้าขอส่งเสริมลงทุนในไทย
"เจเอฟอี" เชื่อมั่นลงทุนในไทย เล็งยื่นขอส่งเสริมการลงทุนโครงการผลิตเหล็กเคลือบสังกะสี มูลค่า 9 พันล้านบาท หลังหลุดกิจการรุนแรง ด้าน "ชัยวุฒิ" เผยนักลงทุนญี่ปุ่นกังวลปัญหามาบตาพุด-การเมืองลดลง
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ไปโรดโชว์การลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่านักธุรกิจญี่ปุ่นมีความมั่นใจการลงทุนมากขึ้น และมีความกังวลต่อปัญหามาบตาพุดรวมถึงปัญหาการเมืองลดลง ซึ่งตนได้ชี้แจงว่า โครงการรุนแรงฯ มีแนวทางปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน ขณะที่โครงการลงทุนของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ใช่กิจการรุนแรง จึงไม่ต้องกังวล ส่วนปัญหาการเมืองของไทยนั้น มีการเปลี่ยนแปลงตลอด และทุกครั้งที่การเมืองไทยเปลี่ยนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างประเทศ
ทั้งนี้ ระหว่างโรดโชว์ได้หารือกับบริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์เปอร์เรชั่น ซึ่งทางเจเอฟอียืนยันว่า เมื่อปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย และโครงการของเจเอฟอีที่เคยถูกสั่งระงับชั่วคราว ก็จะเดินหน้าลงทุนผลิตเหล็กสำเร็จรูปเคลือบสังกะสีสำหรับผลิตตัวถังรถยนต์ในไทย มูลค่าราว 8,000-9,000 ล้านบาทต่อไป เพราะเป็นโครงการที่ไม่อยู่ในกิจการรุนแรง 11 กิจการ โดยเจเอฟอีอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตประกอบกิจการ และยื่นขอส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเจเอฟอียังยืนยันว่าโครงการไม่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแน่นอน และเป็นโครงการลักษณะเดียวกันกับญี่ปุ่น อยู่กับชุมชนและห้างสรรพสินค้าได้ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในไตรมาส 1 ปี 2554 และเดินเครื่องได้ในปี 2556 เพื่อป้อนเหล็กโรงงานรถยนต์ในไทย คาดว่าโรงงานดังกล่าวจะผลิตรถยนต์ปีละ 1.5 ล้านคัน
นายชัยวุฒิกล่าวอีกว่า ขณะนี้ถือว่าประกาศกิจการรุนแรง 11 กิจการ มีผลสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นการเรียกร้องเพื่อให้เพิ่มประเภทกิจการรุนแรง จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากไม่พอใจกิจการรุนแรง 11 กิจการ ชุมชนก็ยังสามารถร้องคณะอนุกรรมการวินิจฉัยให้โครงการเป็นกิจการรุนแรงได้ ถือว่าเมื่อประกาศมาแล้ว ก็ไม่ได้ปิดทางของชุมชนที่กังวลกับการลงทุน และชุมชนสามารถร้องศาลปกครองได้อีกทางหนึ่ง



