
ฤาจะปล่อยซิงลิชให้สูญพันธุ์
นอกเหนือจากแดนมังกรจีนและแดนซามูไรญี่ปุ่นที่กำลังเร่งรณรงค์ให้ประชาชนพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักภาษามากขึ้นแล้ว
แดนสิงโตทะเลซึ่งถูกกระแนะกระแหนมานานว่าพูดอังกฤษแบบลิ้นคนจีนผสมลิ้นแขก จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือที่เรียกว่าภาษาอังกฤษแบบ "ซิงลิช" ก็กำลังรณรงค์ครั้งใหญ่ให้ชาวเมืองสิงโตทะเลพูดภาษาอังกฤษแบบอังกฤษหรืออังกฤษแบบอเมริกันมากขึ้นเช่นกัน
การรณรงค์ให้พูดภาษาอังกฤษแท้มีขึ้นหลังจากแดนสิงโตทะเลได้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเงินและทางผ่านการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับภาคบริการมากขึ้น เหตุนี้ รัฐบาลจึงเพิ่มความพยายามมากขึ้นอีก 2 เท่าในการสร้างวาทกรรมใหม่ว่า "ภาษาอังกฤษบ่งบอกสกุล" สามารถยกระดับสถานะภาพในสังคม ตลอดจนยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้พยายามทำมานานถึง 10 ปีแล้วผ่านความร่วมมือกับภัตตาคาร ศูนย์การค้าต่างๆ แต่ก็ได้ผลไม่ทันใจ จึงต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น นอกจากจะเปิดอบรมภาษาอังกฤษแบบได้มาตรฐานให้แก่ครูตั้งแต่ชั้นระดับประถมต้นเป็นต้นไปแล้ว ยังเตรียมติดโปสเตอร์และแผ่นปลิวไปทั่วว่า "มาพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้องกันดีกว่า" แต่ก็ยืนยันว่าไม่ต้องการยกเลิกภาษาอังกฤษแบบซิงลิช เพียงแค่ต้องการให้ทุกคนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ทั้งสองแบบ
"เราจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของโลก ภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำและเรียนรู้" รัฐมนตรีพัฒนาชุมชนให้ความเห็น
อย่างไรก็ดี หลายคนอดห่วงไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษแบบ "ซิงลิช" ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแดนสิงโตทะเลจะหายไป และจะส่งผลกระทบต่อแผนหลอมรวมวัฒนธรรมของคนหลากเชื้อชาติหลากศาสนาเข้าด้วยกัน ในเมื่อซิงลิชเป็นภาษาที่ผสมผสานกัน 4 ภาษาระหว่างอังกฤษ จีน มาเลย์และทมิฬ แถมยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวเนื่องจากบ่อยครั้งจะใช้วิธีถอดวลีหรือสำนวนจีนออกมาเป็นภาษาอังกฤษแบบคำต่อคำหรือตรงตัวเปี๊ยบเลย อย่างเช่น "ยู อาซค์ มี ไอ อาซค์ ฮู" หรือ "เธอถามฉัน ฉันจะถามใคร" ซึ่งที่ถูกต้องควรเป็น "ไอ ดอน'ท โนว์ อีเธอร์" เป็นต้น
ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารเอชเอสบีซีให้ความเห็นว่าสิงคโปร์จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบได้มาตรฐานเพื่อส่งเสริมการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
"ที่จริงตอนนี้สิงคโปร์ก็ได้เปรียบประเทศอื่นๆ อยู่แล้ว มีทั้งกฎหมายที่ได้มาตรฐานแถมยังมีสภาพทางภูมิศาสตร์ชั้นยอด ถ้าหากใช้ภาษาอังกฤษอย่างได้มาตรฐานเมื่อใด ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า"
ถึงที่สุดแล้วเสน่ห์ทางวัฒนธรรมหรือจะต้านกระแสทุนนิยมได้
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



