ข่าว

หัวหน้าพรรคมีใครเป็นตัวจริง?

หัวหน้าพรรคมีใครเป็นตัวจริง?

20 ก.ย. 2553

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “พรรคเพื่อไทย” ได้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ปรากฏว่า “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” กลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “ยงยุทธ” ได้ลาออกจากพรรคอย่างกะทันหันเหมือนมีสัญญาณบางอย่างให้ต้องเร่งแพ็กกระเป๋าออกจากบ้าน เพื่อต้อนรับการกลับมาจาก “แดนไกล” แต่จู่ๆ ก้าวไม่ทันพ้นประตูบ้านก็มีเสียงเรียกให้กลับมาทำหน้าที่ “พ่อบ้าน” เหมือนเดิม

 แถมการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหญ่เอาใจ ส.ส.โดยได้รับตำแหน่งใหญ่กันถ้วนหน้าตามคำเรียกร้องชนิดเอาไปคุยอวดกับประชาชนในพื้นที่ได้รับความไว้วางใจมีตำแหน่งใหญ่ในพรรค

 ในยุคที่พรรคการเมืองทยอยกันถูกยุบ แต่พรรคเพื่อไทยกลับมีคณะกรรมการบริหารพรรคถึง 21 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็น ส.ส. โดยมีรองหัวหน้าพรรคถึง 14 คน เป็น ส.ส.เขตที่มาจากตัวแทนแต่ละภาค มี ส.ส.สัดส่วนเพียง 3 คนเท่านั้น

 อีกด้านหนึ่งถือเป็นการหยุด “เลือดไหล” ชั่วคราวและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

 นั่นถือเป็นมุมมองด้าน ส.ส.ในพรรค แต่ในส่วนของ “ยงยุทธ” สังคมเกิดคำถามตามมามากมายทำไมต้อง “รั้ง” ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปทั้งที่มีคนรอต่อแถวยาว

 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย  สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ แต่ทำไมตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค”จงมาหล่นที่ “ยงยุทธ” ทั้งที่บทบาททางการเมืองและบทบาทในพรรคไม่มีอะไรโดดเด่น

 “ยงยุทธ” ถูกมองว่าไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงเป็นเพียง “พ่อบ้าน” ดูแลความเรียบร้อยของบ้านและคนในบ้านแทนคนแดนไกลเท่านั้น ซึ่งเขายืนยันว่าตลอด 2 ปีที่เป็นหัวหน้าพรรคโทรศัพท์คุยกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เกิน 5 ครั้ง !

 นอกจากนี้ เขาได้ตั้งคำถามกับสังคมว่าหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคขณะนี้มีใครเป็นตัวจริงบ้างเหนือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เหนือ “ชุมพล ศิลปอาชา” สังคมมองว่า “ใครคือตัวจริง”

 ดังนั้นการที่เขาถูกเลือกให้มาเป็น “หัวหน้าพรรค” อีกครั้ง แม้ว่างานการเมืองไม่ใช่งานถนัด แต่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะถือไม่ได้ไปทำผิดกฎหมาย หรือไปเป็น “หัวหน้าแก๊งอั้งยี่"

 “พรรคการเมืองไม่ใช่อั้งยี่ หรือแก๊งมีดสั้น ไม่ใช่แก๊งผิดกฎหมาย แต่เป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกว่ามีความจำเป็นต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยว่าต้องมีพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องน่าอาย เรื่องเสียหาย หรือน่ารังเกียจถือว่าเป็นเกียรติมากกว่า”

 แต่ถ้าถามว่าอนาคตพรรคเพื่อไทยจะชู “ยงยุทธ” เป็น “นายกรัฐมนตรี” หรือไม่ ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคได้เก้าอี้ ส.ส.เสียงท่วมท้น

 คำตอบคือ “ไม่แน่นอน” โดยเฉพาะ “ยงยุทธ” ถือว่าไม่อยู่ในแผนที่วางไว้ก่อนเข้ามาเป็น “พ่อบ้าน” ที่เน้นทำงานด้านธุรการหรืองานพิธีการเป็นหลักไม่พร้อมสำหรับงานการเมือง

 ดังนั้นจะไม่เห็นภาพ “ยงยุทธ” ลงสมัคร ส.ส.ไม่ว่าระบบเขตหรือสัดส่วนอย่างแน่นอน

 “หัวหน้าพรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นคนละส่วนกับกรรมการบริหารพรรคไม่เหมือนกับผู้นำฝ่ายค้านที่กฎหมายระบุไว้ว่าผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็น ส.ส.และหัวหน้าพรรคแต่สำหรับนายกรัฐมนตรีรัฐธรรมนูญระบุว่าคนเป็นนายกฯ ต้องเป็น ส.ส.แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ดังนั้นโครงสร้างพรรคเพื่อไทยคนเป็นหัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี อาจมาจากประธานวิป ประธาน ส.ส. ประธานที่ปรึกษาพรรค ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคก็ได้ ” นี่คือคำพูดและคำตอบสำหรับเส้นทางการเมืองที่ “ยงยุทธ” ได้วางไว้สำหรับตัวเอง

และคำตอบชัดเจนยิ่งขึ้นกับคำพูดประโยคต่อมา “คนที่เหนื่อยทำงานให้กับพรรคมีมากการที่เราไปแย่งที่เขาอาจทำให้ลงตัวยากหัวหน้าพรรคต้องเสียสละไม่อยากสร้างศัตรูการทำงานการเมืองต้องไม่มีศัตรู ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรใคร เพราะจุดมุ่งหมายไม่ทะเยอทะยาน”

 นี่เป็น “จุดเด่น” ของ “ยงยุทธ” ที่ “ทักษิณ” เลือกที่จะใช้ในสถานการณ์ที่ตัวเองลำบาก โดยเลือกคนที่มีสายสัมพันธ์กับบุคคลหลายกลุ่ม จะเห็นว่า “ยงยุทธ” ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชี “ท่อน้ำเลี้ยงแดง” ไม่มีชื่อเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่มีชื่อในบัญชี “หมิ่นสถาบัน” ทั้งที่เป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” พรรคที่ถูกมองว่าสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง

ความที่ “ยงยุทธ” เคยเป็นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยมาหลายปีและตำแหน่งก่อนเกษียณสมัย “รัฐบาลทักษิณ” คือ “ปลัดมหาดไทย” ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของการเป็นข้าราชการ

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นถูกเสนอชื่อให้ไปเป็น “ที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทยซี 11” แต่การได้ไปนั่ง “ปลัดมหาดไทย” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ดังนั้น “ยงยุทธ” ย่อมมี “เจ้านาย” หลายคนหลายระดับเรื่อง “ความจงรักภักดีต่อสถาบัน” ไม่เป็นที่สงสัย เมื่อมีความ “จำเป็น” ต้องไปยืนอยู่ในจุดที่หมิ่นเหม่ต่อการถูกเข้าใจผิดย่อมมีการบอกกล่าว

บุคลิกส่วนตัวของ “ยงยุทธ” โอกาสทำหน้าที่ประสานความปรองดองย่อมมีความเป็นไปได้สูง แต่ถ้าการบริหารบ้านเมืองมีเสียงวิจารณ์เรื่อง “คอรัปชั่น” ดังขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะถึงวันปรองดองอาจเกิดเหตุการณ์ “ทุบโต๊ะ” ก่อนก็เป็นได้

สมถวิล เทพสวัสดิ์