
รวบยอด"เหลี่ยมมุม"คดียุบปชป.
"คดียุบพรรคประชาธิปัตย์" เนื่องมาจากการใช้เงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองจำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ เดินทางมาจนใกล้จุดท้ายสุดของคดีแล้ว
ขณะนี้เรื่องอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญและผ่านพ้นกระบวนการไต่สวนพยานฝ่าย กกต.นัดสุดท้าย เหลือเพียงการไต่สวนพยานของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ศาลนัดอีกเพียง 4 นัด โดยจะเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานทั้งหมดในวันที่ 18 ตุลาคมนี้
หลังจากนั้น ทางพรรคจะต้องแถลงปิดคดีในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน จากการสรุปห้วงเวลาทั้งหมด คาดว่าผลของคดีนี้จะออกมาในช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบมาก่อนหน้านี้
ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าผลแห่งคดีจะออกมาเป็นอย่างไร
แต่จากการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง หรือ กกต.นั้น บอกได้คำเดียวว่า "มันหยด"
คดีนี้เนื้อเรื่องไม่ยากนัก กล่าวคือ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท โดยจะใช้ทำป้ายหาเสียงและบิลบอร์ด
แต่ต่อมาพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดป้ายโดยสั่งทำก่อนได้รับอนุมัติ
นอกจากนี้ยังถูกกล่าวหาว่าทำป้ายไม่ครบตามที่ขอ แต่กลับ "ไซฟ่อนเงิน" ไปใช้ในการหาเสียง
โดยตัวละครสำคัญของพยานฝั่ง กกต.นั้น ประกอบด้วย ส.ต.ท.ทชภณ พรหมจันทร์ ผู้เริ่มเรื่องร้องคดีนี้ เจ้าหน้าที่ กกต. นายประจวบ สังข์ขาว เจ้าของบริษัทแมซไซอะ น.ส.วาศิณี ทองเจือ เจ้าของบริษัท แม็คเนท ซายน์ ที่รับทำป้าย และ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ และหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ซึ่งในปากของ ส.ต.อ.ทชภณ นั้น เขาก็ได้เล่าที่มาแห่งการร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายทนายของพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความ “เขี้ยว” ด้วยการ "บลัฟ" กลับ ถึงความเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ เพราะสมัยเคยทำงานที่เดอะมอลล์ เคยถูกพักงาน เนื่องจากใส่ร้ายเพื่อนร่วมงานจนสร้างความแตกแยก ซ้ำยังอัดเพิ่มว่า ส.ต.อ.ทชภณ เคยขึ้นเวทีเสื้อแดงและมีเจตนาที่จะทำร้ายพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งกรณีนี้ถือว่า “ทชภณ" เสียมวยเลยทีเดียวเพราะความน่าเชื่อถือของตัวพยานได้หมดไป
และที่สำคัญ “ทชภณ” เองไม่ใช่ตัวละครในเรื่องจริง แต่เป็นผู้ที่รับทราบเรื่องจากคำบอกเล่าและการเห็นเอกสารเท่านั้น
ตัวละครต่อมา คือ เจ้าหน้าที่ กกต. ที่ออกมาเบิกความเล่าถึงเหตุการณ์และความไม่น่าเชื่อถือของการว่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการว่าจ้างทำป้ายที่ไม่มีสัญญา การใช้ใบเสร็จปลอม การเปลี่ยนแปลงขนาดป้ายก่อนได้รับอนุญาต เรื่องราวถูกเล่าให้ศาลฟังเป็นฉากๆ
แต่ฝั่งของประชาธิปัตย์นั้นกลับยังไม่เปลี่ยนวิธีการ โดยต่อสู้ในเนื้อหาเพียงไม่กี่เรื่อง เช่น เรื่องการทำสัญญาว่าจ้าง จนข้อกล่าวหานี้ตกไปเพราะทุกคนก็รับว่าการทำป้ายหาเสียงโดยมากนั้นไม่มีการทำสัญญา หรือขนาดป้ายฟิวเจอร์บอร์ดที่มีขนาดมาตรฐานเดียว
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามชี้ให้เห็นว่า กกต.ทำผิดขั้นตอนเนื่องจาก ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิด ซึ่งตามกฎหมายเรื่องควรยุติลง แต่เหตุใดจึงต้องนำกลับมาพิจารณาในที่ประชุม กกต.อีกครั้ง
แต่ที่ทางพรรคพลาดคือ ยังพยายามดิสเครดิตว่า เจ้าหน้าที่ กกต.ต้องการเล่นงานพรรค เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง “นาย” ซ้ำยังถูกกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดง
และที่ดูเหมือนจะเสียมวยไม่น้อย คือการจ้องเล่นงาน “นางวราพร ณ ป้อมเพชร” เจ้าหน้าที่ กกต. ว่ามีนามสกุลเดียวกับ “คุณหญิง พจมาน ณ ป้อมเพชร”
แต่สุดท้าย นางวราพร ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง เพราะเป็น “ณ ป้อมเพชร” ในฐานะสะใภ้ และยังเป็น “ณ ป้อมเพชร” ที่มาจากคนละภาค
ซ้ำยังตอกกลับว่าภรรยานาย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็มาจากสายตระกูลนี้เช่นกัน
ต่อมาเป็นคิวของนายประจวบ ตัวละครหลัก ซึ่งก็ให้การไปตามที่คาด คือเล่าถึงความผิดปกติ
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือโดยระบุว่า นายประจวบ เป็นบุคคลล้มละลาย การเบิกจ่ายโอนเงินไปยังบุคคลต่างๆ ก็เพื่อไม่อยากให้เจ้าหนี้มายึดเงิน
ซ้ำยังผูกโยงด้วยว่า นายประจวบถูกยื่นข้อเสนอจาก “สุชาติ” เพื่อให้การให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์แลกกับเงินห้าล้านบาทเพื่อนำมาไถ่บ้าน หรือการได้คนสนิทของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร มาซื้อบ้านคืนให้ รวมทั้งการให้ข้อมูลแก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งจุดนี้ นายประจวบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
ซึ่งจริงอยู่ที่การทำลายน้ำหนักพยานปากนี้ น่าจะถูกทำลายลงว่าถูกจูงใจให้มาให้การ
แต่ด้วยเส้นทางการเงินและข้อมูลเอกสาร ทำให้ต้องคิดว่า "ระบบไต่สวน" ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้นั้น น้ำหนักจะอยู่ที่การทำลายพยานมากน้อยเพียงใด
ปากต่อมาคือ “น.ส.วาศิณี” หรือที่เรียกกันในพรรคว่า “แอน” เป็นผู้รับป้ายและมาจ้างช่วงต่อไป
โดย "วาศิณี" ระบุว่ามีการโยกย้ายเงินหลายครั้ง รวมทั้งให้บริษัทจ้างช่วงออกใบเสร็จ พร้อมทั้งโอนเงินกลับคืนให้พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งนำเสนอเช็คพร้อมทั้งโทรสารที่มีที่มาเป็นหมายเลขจากที่ทำการพรรค
อย่างไรก็ตาม พยานปากนี้ ทางพรรคไม่ได้ทำลายน้ำหนักพยาน แต่พยายามถามในเทคนิคการจัดทำป้ายโฆษณา การทำสัญญา
ส่วนปากของพ.ต.อ.สุชาติ นั้น เป็นปากที่ดูจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหามากที่สุด
เพราะ “สุชาติ” ได้เล่าข้อมูลเส้นทางการเงินหลายประการ รวมทั้งเรื่องการจ้างช่วงบริษัทที่ล้มละลายและออกใบกำกับภาษีปลอม เพื่อใช้เป็นหลักฐานการเบิกจ่าย "พิรุธ" ทุกประการถูกหยิบขึ้นมาชี้ให้ศาลเห็น
แต่ทางพรรคก็เน้นโจมตีว่า “สุชาติ” ไม่ถูกกับพรรค ซ้ำยังมีความสนิทสนมกับกลุ่มพรรคเพื่อไทย-คนเสื้อแดง อีกทั้งเคยรับเงินช่วยค่างานศพบิดาจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ถึงสองแสนบาท ซึ่งถือว่ามากกว่าการช่วยงานปกติและถูกตั้งคำถามว่าเป็น "ค่าช่วยงาน" หรือไม่
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหา กกต.และ ดีเอสไอ ว่าร่วมกัน "ปั้นพยานเท็จ" โดยดูจากเอกสารคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีรูปแบบการพิมพ์ รูปแบบตัวอักษร และรูปแบบการใช้คำ
งานนี้ดูเหมือนจะเป็นการต่อสู้ระหว่างหลักฐานเอกสาร เส้นทางการเงินกับการทำลายพยานฝ่ายตรงข้าม
แม้ว่าพรรคอ้างว่าคำคัดค้านเรื่องเส้นทางการเงินนั้นได้คัดค้านในเอกสารแล้ว แต่หากพรรคยังชะล่าใจใช้แต่วิธีเดิมๆ และไม่ชี้ให้ศาลเห็นได้อย่างชัดเจน ก็ต้องมาลุ้นว่าศาลจะเชื่ออย่างไร
ตอนนี้ต้องดูว่าพรรคจะเปลี่ยนทิศทางการต่อสู้คดีหรือไม่
และต้องดูว่า “ศาลไต่สวน” จะเลือกเชื่อแบบใด
ซึ่งไม่น่าเกิน 15 ธันวาคมนี้ ก็จะได้รู้ผลกันว่า จะเป็น "ของขวัญปีใหม่" หรือ "พวงหรีด" สำหรับพรรคประชาธิปัตย์
ประมวลผลหลังสืบพยาน กกต.
ผลบวกต่อ ปชป.
1."ส.ต.ท.ทชภณ” ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเคยมีประวัติใส่ร้ายเพื่อนจนถูกพักงาน ขึ้นเวทีเสื้อแดงจ้องทำลายพรรค
2.การว่าจ้างทำป้าย ตามปกติไม่ทำสัญญาและขนาดป้ายหาเสียงที่มีมาตรฐานเดียว
3.การอ้างเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต. หลังนายทะเบียนเห็นว่าไม่มีความผิด แต่กลับมาพลิกมติหลังถูกกดดัน ถือว่าผิดขั้นตอน
ผลลบต่อ ปชป.
1.เส้นทางการเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ การโอนเงินไปมาระหว่างผู้รับจ้างทำป้ายและสุดท้ายกลับไปยังพรรค
2.กล่าวหา กกต.จ้องหาเรื่อง ทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจ และกล่าวหา นามสกุล "ณ ป้อมเพชร”
3.การออกใบเสร็จปลอม จ้างบริษัทล้มละลายออกใบเสร็จ
4.การว่าจ้างทำป้ายก่อนได้รับอนุมัติจาก กกต.
ก้ำกึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาล
1.“สุชาติ” ปั้นพยานเท็จ ติดสินบน “ประจวบ” ให้ร้าย
2.“สุชาติ” ใกล้ชิดและทำงานให้แก่กลุ่ม พรรคเพื่อไทย จน ร.ต.อ.เฉลิม เคยออกเงินช่วยงานศพบิดาถึงสองแสนบาท
3.“ประจวบ” โยกเงินออกจากบัญชีเลี่ยงเจ้าหนี้ยึดทรัพย์
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



