
รถหุ้มเกราะถึงไทย-ความสงสัยยังไม่สิ้น
ในที่สุด "รถหุ้มเกราะยูเครน" รุ่น BTR3-E1 ที่กองทัพบกจัดซื้อจัดหามาจากประเทศยูเครน จำนวน 96 คัน ด้วยวงเงินเกือบ 4,000 ล้านบาท ก็เดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา
หลังจากมีการกล่าวหาทั้งเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อ เรื่องสมรรถนะของรถจากค่ายยูเครนเมื่อเทียบกับค่ายตะวันตก และที่สำคัญมีการเลื่อนส่งมอบมาหลายรอบตั้งแต่ได้รับการอนุมัติเมื่อปี 2551 ในสมัยรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม หลังเปลี่ยนสเปกเครื่องยนต์จากเครื่องยี่ห้อ "ดอยช์" ของประเทศเยอรมนี มาเป็นเครื่อง "เอ็มทียู" พะยี่ห้อ "เมอร์เซเดสเบนซ์" จากค่ายอินทรีเหล็กเหมือนกัน ก่อนจะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อเร็วๆ นี้
รถหุ้มเกราะจากค่ายยูเครน 2 คันแรกก็เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตจากยูเครนมาถึงอย่างทันอกทันใจ และมีข่าวว่าอีก 22 คันจะตามมาสมทบอีกเป็นลอตที่ 2 ภายในเดือนธันวาคมนี้
ทว่า การมาถึงของรถหุ้มเกราะยูเครนกลับเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ไร้พิธีการเปิดตัว และต้อนรับอย่างสมเกียรติ ในฐานะเขี้ยวเล็บใหม่ของกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี
ที่รู้จักกันในนามถิ่น "บูรพาพยัคฆ์" ของ "3 ป" คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้รถหุ้มเกราะยูเครนจะเป็นการจัดซื้อครั้งสำคัญของพี่น้อง 3 ป แต่ในการส่งมอบรถหุ้มเกราะ 2 คันแรก กลับเต็มไปด้วยคำถาม ไม่ต่างจากขั้นตอนการประมูล ความน่าเชื่อถือเรื่องสายการผลิต หรือกระทั่งสมรรถนะของรถเฉกเช่นที่ผ่านมา
1.การเข้าทำข่าวของสื่อมวลชน ถูกปิดกั้นไม่ให้ถ่ายภาพ ทั้งที่ควรเปิดเผยต่อสาธารณชน
2.ไม่มีกำหนดการ "ทดสอบสมรรถนะ" ของรถหุ้มเกราะอย่างชัดเจน เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาสารพัดในช่วงที่ผ่านมา
3.จาก 2 ข้อข้างต้นแสดงถึงความไม่ใส่ใจในข้อกังขาของสังคม
ภาพการเปิดตัวรถหุ้มเกราะ 2 คันแรกจึงเปิดตัวแบบมึนๆ เบลอๆ เพราะต้องซูมในระยะไกลไม่ต่างจากภาพ "แอบถ่าย" ในหนังสือประเภทซุบซิบดารา
กำหนดการเดียวที่เป็นทางการที่สื่อมวลชนรับรู้ คือ การเตรียมนำรถหุ้มเกราะ 2 คันแรก เข้าร่วมในพิธีสวนสนามในพิธีเทิดเกียรติแก่ทหารชั้นนายพลสังกัด พล.ร.2 รอ.ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ ในวันที่ 20 กันยายนนี้ โดยจะมีการเชิญพล.อ.อนุพงษ์เข้าร่วมงานด้วย
แต่กลับไม่มีการยืนยันว่า 1.พล.อ.อนุพงษ์จะเข้าร่วมงานดังกล่าวหรือไม่ และ 2.หาก พล.อ.อนุพงษ์เข้าร่วมพิธีการจริง จะอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปถ่ายภาพ-ทำข่าว เพื่อให้เห็นว่ารถหุ้มเกราะวิ่งได้จริงๆ หลัง "เปลี่ยนเครื่องยนต์" หรือไม่
น่าสังเกตว่า ทั้งที่การมาถึงของรถหุ้มเกราะน่าจะเป็นข่าวใหญ่และข่าวดีของ ทบ. ที่สังคมตั้งคำถามมานาน แต่ตัว ผบ.ทบ.กลับให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการมาถึงของรถยูเครนน้อยมาก ทั้งที่ควรถือโอกาสนี้ชี้แจงข้อมูล และพิสูจน์สมรรถนะของตัวรถให้หายสงสัย
พล.อ.อนุพงษ์ให้สัมภาษณ์เรื่องการมาถึงของรถยูเครนเมื่อวันที่ 17 กันยายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่รถหุ้มเกราะ 2 คันแรกเดินทางมาถึงประเทศไทยว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดจะเปิดโอกาสให้สื่อได้ซักถาม
"โครงการนี้เริ่มต้นผ่านมา 4 นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นอนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และอนุมัติการจัดซื้อในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จนมาปรับแก้ไขเครื่องยนต์ในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งการรับมอบมีขั้นตอน และกรรมวิธีมากมาย เพื่อให้ครบทุกสมรรถนะ ซึ่งเขาคงอยากชี้แจงว่า ทำไมต้องซื้อ มีความต้องการ และมีความเป็นมาอย่างไร สิ่งที่สงสัยทั้งหมดจะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
บทสัมภาษณ์ดังกล่าวของ พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่า พร้อมชี้แจงข้อสงสัยทั้งหมด แต่ยังขาดความชัดเจนเป็น "รูปธรรม" ว่า จะให้ฝ่ายที่ติดใจสงสัย รวมทั้งสื่อมวลชนได้ยลสมรรถนะที่แท้จริงของรถหุ้มเกราะในวันไหน ในขณะที่ตัว ผบ.ทบ.ก็กำลังจะเกษียณในไม่กี่วันข้างหน้า
การตอบข้อสงสัยแบบที่ยังมีความคลุมเครืออยู่มากของ ผบ.ทบ. ย่อมไม่อาจห้ามความสงสัยของผู้คนได้ ซ้ำยังจะทำให้เพิ่มระดับของความติดใจสงสัยมากยิ่งขึ้น ทั้งที่จริงๆ แล้วรถหุ้มเกราะยูเครนอาจไม่มีอะไรที่ไม่โปร่งใส หรือมีแต่ข้อด้อยอย่างที่มีคนกล่าวหาก็เป็นได้
เรื่องนี้ ผบ.ทบ.จึงควรแสดงความจริงใจเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อให้สังคมสบายใจ และหยุดการวิพากษ์วิจารณ์เสียที ซึ่งแตกต่างจากอีกเหล่าทัพอย่าง "กองทัพอากาศ" ที่ทั้งเปิดแถลงข่าวชี้แจง และพาสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงานผลิตถึงประเทศสวีเดนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งที่ "เครื่องบินกริพเพน" ก็ถูกตั้งข้อสงสัยมากมาย ไม่ต่างจากรถหุ้มเกราะยูเคน แต่ท่าทีที่เปิดเผย และกระตือรือร้นของกองทัพอากาศทำให้คำถามต่างๆ ถูกคลี่คลายลงไปมาก ซึ่งต่างจากท่าทีของกองทัพบกราวฟ้ากับดิน
ฉะนั้น หาก พล.อ.อนุพงษ์ต้องการที่จะให้สังคมสบายใจต่อการมาถึงของรถหุ้มเกราะยูเครนก็ควรนำเอาข้อดีของเหล่าทัพอื่นมาปรับใช้ในการทำงานเพื่อสื่อสารต่อสาธารณชนบ้าง
ชาวบ้านจะได้สบายใจว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ของพวกเขาถูกนำใช้ไปอย่างคุ้มค่า กับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการปกป้องรักษาผลประโยชน์ และอธิปไตยของประเทศ โดยเฉพาะกับแนวชายแดนด้านตะวันออกที่ยังคงมีปัญหาตึงเครียดกับเพื่อนบ้าน
ที่สำคัญ พล.อ.อนุพงษ์ เองก็จะได้ใช้ชีวิต "หลังเกษียณ" อย่างสบายใจ โดยไม่ทิ้งความติดใจสงสัยไว้ให้สาธารณชน ฝ่ายค้าน และองค์กรอิสระที่ต้องตรวจสอบโครงการนี้ตามหน้าที่อีก
ทีมข่าวความมั่นคง



