
หนึ่งประเทศ สองมาตรฐาน
ถึงแม้ว่ามาเลเซียจะประกอบด้วยประชากรหลายเชื้อชาติ โดยมีชาวมาเลย์ จีน และอินเดีย เป็นหลัก แต่รัฐธรรมนูญของประเทศก็ให้สิทธิพิเศษของคนมาเลย์ ซึ่งเรียกว่า ภูมิปุตรา หรือบุตรของแผ่นดินไว้เหนือกว่าชนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถือครองที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำ
ในเรื่องของที่ดินนั้น กล่าวอย่างกว้างๆ ก็คือ คนมาเลย์ที่เป็นภูมิปุตราเท่านั้น จึงจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รวมถึงการซื้อ-การขาย หรือถ่ายโอนสิทธิ์นั้นระหว่างภูมิปุตราด้วยกันเอง คนมาเลเซียเชื้อชาติอื่น ที่ครอบครองที่ดินอยู่เดิม หากต้องการจะขายที่ดินของตนก็ต้องขายให้แก่ภูมิปุตราเท่านั้น ห้ามมิให้ขายหรือเปลี่ยนมือไปยังคนที่ไม่ใช่ภูมิปุตรา และไม่มีโอกาสที่จะซื้อที่ดินเพิ่มเติมโดยเด็ดขาด
ภูมิปุตรายังได้รับสิทธิพิเศษทางการศึกษา ตั้งแต่การเก็บค่าเล่าเรียนในอัตราที่ต่ำกว่าคนเชื้อชาติอื่น ได้รับเงินอุดหนุน ทุนการศึกษา ฯลฯ ในขณะที่คนมาเลเซียเชื้อชาติจีน และอินเดีย ต้องดิ้นรนขวนขวายหาเงินส่งลูกหลานเรียนหนังสือด้วยตนเอง เมื่อเรียนจบแล้วคนที่เป็นภูมิปุตราก็ยังได้รับสิทธิมากกว่าในการเข้ารับราชการ รวมทั้งได้รับการลดหย่อนและเงินช่วยเหลือในเรื่องการซื้อที่พักอาศัย
ในส่วนของการลงทุนและประกอบธุรกิจการค้านั้น คนที่มิใช่ภูมิปุตราไม่สามารถทำได้โดยอิสระ แต่จะต้องมีคนภูมิปุตราร่วมถือหุ้นด้วยตามอัตราส่วนที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้การแต่งงานข้ามเชื้อชาติกับคนภูมิปุตราก็ต้องได้รับฉันทานุมัติจากศาลอิสลามหรือศาลครอบครัวในรัฐนั้นๆ ก่อน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปอย่างยากลำบาก
นโยบายภูมิปุตราเกิดขึ้นในยุคของการก่อตั้งประเทศมาเลเซีย ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในมือของคนจีน ประกอบกับความหวาดเกรงภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ผ่านเข้าสู่มาลายาทางกลุ่มคนจีนที่ต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลมาเลเซียในเวลานั้นจึงหาทางแก้ไขด้วยการหาทางลดบทบาททางเศรษฐกิจของคนจีนในประเทศลง พร้อมกับเพิ่มโอกาสในการแข่งขันแก่คนมาเลย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกันต่อคนในประเทศเดียวกัน
มีผู้วิเคราะห์ว่า นโยบายภูมิปุตรานี้ เป็นนโยบายที่อาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในระยะยาว หากเป็นโชคดีที่เศรษฐกิจของมาเลเซียในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้า ทำให้คนเชื้อชาติต่างๆ ในประเทศพลอยได้รับอานิสงส์นี้โดยถ้วนหน้า แต่เมื่อใดที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ก็จะส่งผลกระทบที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติได้โดยง่าย โดยเฉพาะในเรื่องการเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานดังกล่าว
ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เองก็เคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่านโยบายภูมิปุตราที่ตนให้ความสนับสนุนมาแต่ต้นนั้น มีข้อผิดพลาดหลายประการ โดยเฉพาะการทำให้คนมาเลย์ขาดความกระตือรือร้น และเคยชินกับการรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ขณะเดียวกันพรรคฝ่ายค้านทั้งพรรคที่เป็นของกลุ่มคนจีน และพรรคมุสลิม ซึ่งต่างก็ประกาศเจตนารมณ์ไม่เห็นด้วยกับนโยบายภูมิปุตรา ก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐต่างๆ เพิ่มขึ้น
ต่อคำถามว่ามาเลเซียจะทำอย่างไรกับเรื่องภูมิปุตรานี้ เพราะคงเป็นการยากในการที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ คำตอบน่าจะอยู่ในถ้อยแถลงของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบัน ที่กล่าวในวาระวันสถาปนาประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2553 ที่เพิ่งผ่านมานี้ว่า “จะไม่สร้างความแบ่งแยกทางเชื้อชาติ และไม่สนับสนุนพวกที่มีความคิดสุดโต่ง”



