
เจตนาแฝงพรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยประกาศจะเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต่อไป แม้สภาจะไม่ตอบรับ และนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศว่าไม่ได้เป็นนโยบายของรัฐบาล และโดยส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วย และยังแย้งอีกว่าน่าจะไปถ
แต่พรรคภูมิใจไทยไม่ใส่ใจต่อเสียงท้วงติง และคัดค้าน เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งมวลไม่ยอมรับ ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็ไม่ต้องการ เพราะอ้างว่าฝ่ายของตัวเองบริสุทธิ์ พร้อมจะสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความผิดถูก และให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน และจะต่อสู้ได้ถึง 3 ศาล
การที่พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะแกนนำ นายเนวิน ชิดชอบ ได้เสนอแผนนี้ ถูกมองว่าเป็นความผยองในอำนาจในสถานภาพของพรรคร่วมรัฐบาลคุมกระทรวงใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์เกรงใจ ไม่อยากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และที่ผ่านมาทำอะไรด้านนโยบายไม่แยแสกระแสสังคม เช่นโครงการฉาวโฉ่ต่างๆ การโยกย้ายข้าราชการแบบเล่นพรรคเล่นพวก ระบบอุปถัมภ์ ขาดจริยธรรมและคุณธรรม เป็นข้อครหาว่าได้เป็นตัวการแห่งการทุจริต คอรัปชั่นยิ่งกว่าในยุครัฐบาลทักษิณ
แต่พรรคภูมิใจไทยไม่สนใจต่อเสียงครหา และเรื่องการนิรโทษกรรม พร้อมทั้งเดินหน้าผลักดันให้มีการล่ารายชื่อประชาชนให้ได้มากกว่า 1 แสนชื่อ โดยตั้งคัตเอาท์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ แต่ไม่ยอมชี้แจงว่าได้งบประมาณมาจากแหล่งใด และข้ออ้างที่ว่าจงรักภักดีต่อสถาบันนั้น ได้กระทำอันใดไปบ้าง ถ้าหากได้กระทำจริง พฤติกรรมจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันโดยกลุ่มคนเสื้อแดงโดยตลอดมานั้น ไม่ได้รับการขัดขวางโดยพรรคภูมิใจไทยแม้แต่น้อย เพียงแต่มุ่งหางบประมาณก้อนใหญ่เพื่อกิจกรรมวันสำคัญ เน้นการกระจายรายจ่ายให้กลุ่มพวกพ้องเดียวกันเท่านั้น ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้แสดงความจงรักภักดีจริง บ้านเมืองคงไม่อยู่ในสภาพวุ่นวาย เสื้อแดงเหิมเกริมดังเช่นทุกวันนี้ แม้แกนนำส่วนหนึ่งได้ถูกจับกุมคุมขังรอการพิจารณาในศาลก็ตาม
พรรคภูมิใจไทยยังมีเป้าหมายแฝงเร้นอย่างไร มีเสียงแก้ตัวจากแกนนำพรรคว่าการที่พรรคถูกมองว่าการเสนอกฎหมายนี้ เพื่อให้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงในพื้นที่อีสานมากขึ้นนั้น ก็ขอยอมรับว่าเป็นการเรียกคะแนนเสียง เพื่อขยายฐานเสียง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกพรรคการเมือง ที่อยากให้พรรคโตขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายนี้ไม่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเกิดความขัดแย้งกับนายกฯ อภิสิทธิ์ และพรรคร่วมรัฐบาลจนถึงขั้นประสานร่วมกันอีกไม่ได้
แน่นอนย่อมมีกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากการผลักดันของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าได้พยายามสร้างฐานอำนาจการเมืองกลุ่มใหม่ แต่สักวันหนึ่งพฤติกรรมฉาวโฉ่ย่อมถูกต่อต้านโดยสังคม ซึ่งเบื่อหน่ายต่อการเมืองน้ำเน่า เต็มไปด้วยการทุจริต คอรัปชั่น และอาจทำให้การเมืองระบบเลือกตั้งต้องสะดุดลง โดยการเปลี่ยนแปลงแบบไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เมื่อถึงวันนั้น ประชาชนคงอยู่ในสภาพต้องทำใจ แต่ก่อนจะถึงจุดเสื่อมนายกฯ อภิสิทธิ์ยังมีทางเลือกว่าจะทำอย่างไร ระหว่างการทำงานเพื่อประชาชนหรือยอมเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองฉาวโฉ่ น่ารังเกียจ



