
พท.จัดเสวนา4ปีรัฐประหารปท.สูญเสียหลายอย่าง
พท.จัดเสวนา 4 ปีรัฐประหารประชาชนได้อะไร สมชายชี้ไทยสูญเสียเพื่อนบ้าน คณินระบุ เกิดความอุบาทว์ทางการเมือง ผสมพันธุ์ในค่ายทหาร ด้านจตุรนต์เชื่อประกาศเลิกใช้พรก.ฉุกเฉิน สร้างปองดองได้
(19ก.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 13.30 น. พรรคเพื่อไทยได้จัดเสวนา "4 ปีรัฐประหารประชาชนได้อะไร" โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือนายสมชาย วงค์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร.
นายสมชาย กล่าวเปิดเสวนาว่า 4 ปีรัฐประหาร คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าประเทศได้อะไร คิดได้แต่ว่าเราเสียอะไรไปจากรัฐประหาร ตนเป็นคนหนึ่งที่อยู่เหตุการณ์รัฐประหาร เพราะวันนั้นหันไปหาใครไม่เจอ แต่มีคนมาควบคุมตนไว้ก่อน รัฐประหารทำให้เราเสียการปกครอง เสียโอกาสในการเจริญก้าวหน้า ต่างประเทศก็บอกว่าประเทศโดนบล็อกความเจริญ ปัจจุบันนี้คนที่มาบล็อกมันจะพังอยู่แล้ว วันนี้เราเสียพรรคไทยรักไทย เสียพรรคพลังประชาชน เสียนักการเมืองที่จะทำความเจริญให้กับประเทศชาติ อีกทั้งขณะนี้เสียมิตรประเทศที่อยู่รอบๆเรา ตอนนี้เสียหายมาก คนที่ทำอาจไม่คิด เพราะไม่เดือดร้อน อาจคิดว่าไม่ต้องสนใจคนอื่นก็ได้ ซึ่งนั่นเป็นการคิดเป็นเด็กๆ เพราะประเทศไทยเราไม่ได้อยู่คนเดียว
ด้านนายคณิน กล่าวว่า 4 ปีการทำรัฐประหาร ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ ที่วางรากฐานให้ไทยเป็นประชาธิปไตยมั่นคงยั่งยืน ซึ่งในวันที่ 19 ก.ย. 2549 เราได้สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เกิดความแปลกประหลาดในวงการเมืองไทย และพบความอุบาทว์ทางการเมือง คือ รัฐบาลผสมเทียมในค่ายทหาร อีกทั้งในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังมีคำสั่งให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหมาะกับการทำสงคราม มาจัดการกับประชาชน อีกทั้งยังมีการสร้างวาทะกรรมเลือด ที่ใช้คำว่า กระชับพื้นที่ จนเกิดการเสียชีวิต 91 ศพและสูญหายจำนวนมาก แต่ผู้สั่งการกลับไม่สลดใจในการกระทำ
นายคณิน กล่าวอีกว่า นอกจากมีการสืบทอดรัฐประหาร เเละยังมีการสืบทอดกฎหมายนิรโทษกรรม มีการบัญญัติกฎหมายที่ระบุไว้ใน มาตรา 309 รัฐธรรมนูญปี 2550 นั่นคือ การนิรโทษกรรมในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ตนก็ไม่มั่นใจว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 จะถูกฉีกเมื่อไร แม้ว่าจะมีเลือกตั้งใหม่แล้วพรรคเพื่อไทยกลับมา ก็ขออย่าได้กลัวพรรคเพื่อไทยฉีกรัฐธรรมนูญ เราไม่มีปัญญาทำรัฐประหาร แต่จงให้กลัวพวกเดียวกันเองดีกว่า หากวันไหนมีการฉีกรัฐธรรมนูญก็จะเป็นการตายยกแผง แต่ตอนนี้ขออย่าขวางการเลือกตั้ง ประชาชนจะไม่ยอมและจะเรียกร้องคืนประชาธิปไตยคืนมา
นายคณิน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ มีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเกิดในประเทศไทย มีบุคคลเดียวกันสวมหมวก 5 ใบ นั่นคือ ผู้ที่นั่งผู้ว่าฯ สตง. ในขณะนี้ ซึ่งผู้ว่าฯ สตง. ยังใช้อำนาจคณะกรรมการสตง. ทั้งคณะ และยังเป็นคตส. รวมทั้งยังนั่งเป็นประธานตรวจเงินแผ่นดิน ก็แปลกใจอายุเกษียณอายุแล้วถึงไม่ไปอีก นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ เป็น 1 ใน 7 เป็นกรรมการสรรหา สว. 74 คน ในปี 2554 อีกทีหนึ่ง เพื่อร่วมกันร่างกฎหมายหมกเม็ดเอื้อการกระทำผิด
นายคณิน ได้กล่าวสรุปว่า ผลพ่วงการทำรัฐประหาร เราได้พบกับยาพิษในสังคมไทย และระบบการเมืองไทย เป็นความเสียหาย 5 ประการหลักคือ 1.โครงสร้างทางการเมืองที่บิดเบี้ยวไม่เป็นประชาธิปไตย 2. กระจุกรวมตัวที่กองทัพ ระบบราชการ ศาล และองค์กรอิสระ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร 3. โดยองค์เหล่านี้ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่ความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้ 4.รัฐสภา และพรรคการเมือง นอกจากมีอำนาจน้อยกว่าปกติ ยังมีฐานะเป็นนอมินีของกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังและถูกตรวจสอบโดยกลุ่มบริหาร 5. ระบบกฎหมาย ยังถูกแปลสภาพเป็นผู้ไล่ล่า หรือ Evil Package Law นั่นคือ หลังการประกาศยกเลือกรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างความไม่ชอบธรรมทางรัฐธรรมนูญดังนี้ 1 ) มีการประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง 30 ฉบับ เขียนโดยบุคคลเดียว หรือ One man Law 2 ) มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 หรือรัฐธรรมนูญเช่าเหมาลำ ยังมีการเขียนลายแทงสืบทอดอำนาจ แม้แพ้เลือกตั้งยังพลิกกลับมาจัดตั้งรัฐบาล 3 ) รัฐธรรมนูญ คมช.และพวก 4 ) รัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะกาล สิ่งเหล่านี้ที่ถือกำเนิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่ยังเกิดความเสียหายระบบศาล และกระบวนการยุติธรรม
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า หลังรัฐประหาร 19 ก . ย .2549 คณะยึดอำนาจตั้ง 4 ข้อกล่าวหา แต่เวลาผ่านมา 4 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวทั้งหมด เวลาที่ผ่านเราไม่ได้อะไรจากรัฐประหารเลย แต่ก็ได้ทำให้ประชาชนรู้ว่าต้นตอปัญหามาอย่างไร โดยเฉพาะกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ที่หวังเอามาจัดการการเมือง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็น 2 มาตรฐานเสียเอง เห็นได้จากการดำเนินคดีแกนนำพันธมิตรฯกับแกนนำเสื้อแดง
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ส่วนกองทัพที่เคยบอกว่าวางตัวเป็นกลางไม่แทรกแซงการเมือง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดนี้ แต่เป็นคำพูดเพื่อเอามาจัดการประชาชนเท่านั้น ขนาดผู้นำกองทัพวันนี้ ไม่ได้เป็นสายเหยี่ยว ยังตายถึง 91 ศพ ไม่รู้ว่าเมื่อสายเหยี่ยวมาแล้วจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป
นายจาตุรนต์กล่าว รัฐประหรผ่านมา 4 ปี ต้องถือว่า ประเทศเราอยู่ในระบอบเผด็จการอย่างสมบูรณแบบที่สุดในรอบ 30 ปี ระบอบนี้เกิดจากการกระชับอำนาจ ผนึกกำลังประสานกันเรียกว่า ‘เครือข่ายเผด็จการของอำมาตยาธิปไตย ’ มีตัวแสดงคือ 1. กองทัพ 2. อำมาตย์ที่คอยชี้นำทิศทาง 3. รัฐบาลพลเรือน ที่มีนายกฯพลเรือน 4.สื่อกระแสหลักคอยสนับสนุน 5. มีผู้มีบารมีทางสังคม ได้แก่ผู้นำภาคประชาชน แต่ก็มาทำตัวเหมือนมาสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล 6. องค์กรตุลาการภิวัตน์ 7. มวลชน ซึ่งหมายถึงพันธมิตรฯ
“7 ฝ่าย 7 องค์กรที่รวมเป็นเครือข่ายเข้มแข็ง มีอำนาจมหาศาล ด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย คือรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีพ.ร.ก .ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ทำให้เราอยู่ในระบอบเผด็จการที่มีเครือข่ายทรงอำนาจอย่างมาก ขณะเดียวกันเครือข่ายนี้ กลับอ่อนแออย่างมาก เพราะไม่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย มีแต่ความคิดเผด็จการล้าหลัง ไม่ต้องการให้ประเทศเดินก้าวหน้า แต่ไม่ว่าเครือข่ายนี้จะเข้มแข็งอย่างไร ในต่างประเทศเคยเข้มแข็งกว่านี้ยังพังทลายลง สุดท้ายเครือข่ายแบบนี้ยังคิดว่าก็หนีไม่พ้นชะตากรรม แม้จะมีเครือข่ายแบบนี้ แต่สิ่งที่คณะรัฐประหารไม่ได้คิดเลยคือ ปีที่ 4 ของการรัฐประหาร เกิดความตื่นตัวจากประชาชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พรรคการเมืองที่ต้องการทำลายก็ยังทำไม่ได้ หนำซ้ำทำโพลล์มายังได้เสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง อีกส่วนคือการต่อสู้ของประชาชน มีจุดแข็งสำคัญ โดยไม่ต้องใช้อาวุธหรือกำลัง แต่ที่มีคืออุดมการณ์ยืนอยู่บนความยุติธรรม ต้องการความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เพราะฉะนั้นวันนั้นและวันนี้จึงยังมีการชักคะเย่อกันไป ระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นเผด็จการ และฝ่ายต้องการเป็นประชาธิปไตย เเต่ถือว่าเราอยู่ในความล้าหลัง หนักกว่าก่อนรัฐประหารเสียอีก ” นายจาตุรนต์กล่าว
นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า แนวโน้มที่จะทำให้เกิดความรุนแรงไม่ใช่เพียงประชาชนมีความรู้สึกว่ากรรมการเข้าข้างบางฝ่ายจึงลุกขึ้นมา แต่ตอนนี้ที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรงคือ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไปสรุปว่าจะฆ่าประชาชนอย่างไรก็ได้ภายใต้พ.ร.ก . ฉุกเฉิน เรื่องนี้ต้องรีบแก้ไข ทำให้พ้นจากวิฤตโดยเร็ว ซึ่งนำออกไปได้คือทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ซึ่งปีที่ 4 หลังรัฐประหาร ประเทศยังเป็นขนาดนี้แล้ว แล้วปีที่ 5 หรือ 6 หลังจากนี้จะเป็นแบบไหน ถ้ายังปกครองแบบนี้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าปัญหาคงมากกว่าเดิม ส่วนกรณีการปรองดองนั้น ทำอย่างไรที่จะลดเงื่อนไขความรุนแรง รัฐบาลก็หยุดใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปราบปรามประชาชน อีกฝ่ายก็สู้แบบสันติวิธี จะได้ไม่หาทางสู้นอกระบบ
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ส่วนการเจรจานั้น ก็ต้องเอาแกนนำนปช.ออกมาจากที่คุมขังก่อน ไม่ใช่ปรองดองโดยให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมสยบ ไม่ได้ เพราะเป็นการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยที่กำลังเดินหน้า ให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย เรายินดีปรองดอง เพื่อลดเงื่อนไขความรุนแรง ดังนั้นไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับเสื้อแดงนั้น ต้องแยกออกจากกัน แบ่งบทบาทกันเล่น ทำกิจกรรมไม่เหมือนกัน แต่แยกไม่ออก เพราะต่างก็ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เมื่อพรรคเพื่อไทยต้องการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจากประชาชน หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องอาศัยเสียงพลังของคนเสื้อแดงที่มีอยู่หลายล้านคน และจากประชาชนอื่น แต่ไม่ใช่จากคนเสื้อหลากสี
"ดังนั้นหากเสื้อแดงสรุปบทเรียนที่ผ่านมา ให้ทิศทางชัดเจน และพรรคเพื่อไทยต้องสรุปให้ชัดว่าอะไรเรื่องของพรรค อะไรเรื่องของเสื้อแดง จัดความสัมพันธ์ให้เหมาะสม เพื่อร่วมพลังกับประชาชนทั้งประเทศ รักษาประชาธิปไตยให้ยั่งยืน"นายจาตุรนต์กล่าว



