
พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่องคุมหน้าด่ายาบ้า
จังหวัดนครราชสีมาถูกเปรียบว่าเป็นประตูสู่ภาคอีสานนั้น อาจเป็นประตูบานเดียวกันที่เปิดเข้าสู่เมืองหลวงของกลุ่มขบวนการยาเสพติดจากภาคเหนือที่อาศัยพื้นที่นี้ในลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่กรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ฐานะที่กำกับดูแล
"เมื่อไหร่ตำรวจเคลื่อนไหว คนร้ายก็จะหยุด" พล.ต.ต.ฉัตรกนก บอกหลักการบริหารงาน ก่อนเล่าถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ จ.นครราชสีมานั้น ถือว่าไม่รุนแรง เนื่องจากเป็นพื้นที่ทางผ่านของยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผ่านเข้ามาทางชายแดนเพื่อนบ้าน หนองคาย อุบลราชธานี มุกดาหาร นครพนม แต่ส่วนใหญ่จะมาถูกจับที่นี่ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางและเข้าสู่ภาคใต้ ฉะนั้นปัญหายาเสพติดจะพบเจอบนท้องถนนเท่านั้น
-มาตรการสกัดกั้นขบวนการลักลอบค้ายาเสพติด
พล.ต.ต.ฉัตรกนก : จะใช้มาตรการตั้งจุดตรวจของตำรวจภูธรภาค 3 ทั้งเส้นทางขาเข้าและขาออกจาก จ.นครราชสีมา ถนนทุกเส้นจะต้องมีด่านตรวจอย่างน้อย 1 ด้าน ประกอบกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 12 นาย โดยมีตำรวจระดับสารวัตรเป็นหัวหน้าคุม และผลจากการตั้งด่านตรวจในถนนทุกเส้นในพื้นที่ความรับผิดชอบในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสามารถจับกุมยาบ้า กัญชา ยาไอซ์ ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณปากช่องจุดพักรถบรรทุกจะตรวจจับยาเสพติดได้บ่อย
-ปัญหายาเสพติดกับเยาวชนโคราช
พล.ต.ต.ฉัตรกนก : มีไม่มากนะ ทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมกันดูแลเรื่องการแพร่ระบาดของยาเสพติดในหมู่เยาวชน ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการภาค 3 ร่วมกันดูแลตามนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ส่วนสถิติเด็กแและเยาวชนในพื้นที่โคราชถูกจับกุมเรื่องยาเสพติดน้อยมาก และยังแทบไม่มีปัญหาเรื่องยาไอซ์ อาจจะมีบ้างที่เด็กวัยรุ่นไปรับยาไอซ์จากกรุงเทพฯ มาแบ่งขายกัน ส่วนที่มีการจำหน่ายยาไอซ์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน จะถูกตำรวจจับกุมไปหมดแล้ว ส่วนยาบ้าก็มีบ้างแต่ยังถือว่าน้อยมาก แม้ว่านครราชสีมาจะเป็นจังหวัดที่มีโรงเรียนเยอะที่สุดในประเทศไทย
-การควบคุมยาเสพติดตามสถานศึกษา
พล.ต.ต.ฉัตรกนก-ด้านปัญหาที่อาจจะเกิดกับเยาวชนโคราช ตำรวจจะทำงานประสานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น คอยควบคุมความประพฤติของเยาวชน เรื่องของการมั่วสุม เรื่องทางเพศ หากเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง คือ การออกตรวจตามอพาร์ตเมนต์ต่างๆ ถ้าพบเจอเยาวชนประพฤติตนไม่เหมาะสม จะแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ แต่ไม่ดำเนินการเองเพราะไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจ แค่เข้าไปเสริมกำลัง โดยเฉพาะยิ่งสถานการณ์บริการต่างๆ จะเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ
-หลักการบริหารงานในพื้นที่ความรับผิดชอบ
พล.ต.ต.ฉัตรกนก : ผมจะไม่มีโครงการอะไรใหม่ๆ เพราะผมไม่ใช่ตำรวจสร้างภาพ ที่ชอบตั้งชื่อโครงการสวยหรู แต่นโยบายของผมจะเน้นการผลักดันตำรวจ 4,600 คนให้ทำงานอย่างเต็มที่ ทำหน้าที่ของพวกเขาให้สมบูรณ์ที่สุด ผมคิดว่าแค่นี้น่าจะเพียงพอแล้วไม่ต้องคิดอะไรให้สวยหรู แล้วทำกันแบบไฟไหม้ฟาง ผมโตมาแบบไม่ใช่คนแต่งนิยาย ทำงานเท่าหางอึ่งแต่เขียนเยอะ ชีวิตผมทำรับราชการมา 30 ปี มีผลงานมากมายแต่ไม่จำเป็นต้องเขียนหนังสือ อาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผมทำงานแบบไม่มีโครงการใหม่ๆ ซึ่งทำกันแป๊บเดียวก็เลิกแล้ว
ทุกวันนี้ ผมควบคุมอาชญากรรมในเมืองโคราชได้โดยไม่ต้องมีโครงการอะไรเลย เรียกว่าทำงานแบบมีประมุขศิลป์ มันไม่มีวิชาสอนในโรงเรียน เป็นศาสตร์ของแต่ละคน ว่าจะให้ลูกน้องขับเคลื่อนตามได้อย่างไร หากมีโครงการสวยหรูแล้วลูกน้องไม่ทำตามก็ไม่มีประโยชน์ แปลกที่สมัยนี้ชอบสร้างภาพสร้างโครงการแล้วประชาชนก็เดือดร้อนเหมือนเดิม ตอนนี้การทำงานของตำรวจนอกจากใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องใช้วิธีการของตำรวจโบราณอยู่
-วิธีการของตำรวจโบราณ
พล.ต.ต.ฉัตรกนก : ตำรวจต้องออกไปคลุกคลีกับประชาชน ผมลงไปตรวจสอบด้วยตัวเอง 32 อำเภอ 51 สภ. และมีอาสาสมัครตำรวจบ้านเป็นแนวร่วมของเรา ให้เข้าไปดูแลในตำบลของเขา ตอนนี้ จ.นครราชสีมา มีอาสาสมัครตำรวจบ้าน 1.5 หมื่นคนโดยมีตำรวจจริงพี่เลี้ยง ส่วนตำรวจตามโรงพักจะต้องออกมาอยู่บนถนนให้หมด จะได้ช่วยลดอาชญากรรมบนถนนให้มากขึ้น ซึ่งการที่ตำรวจเคลื่อนไหวอยู่ตลอด คนร้ายก็จะไม่กล้าลงมือ
- การลดอาชญากรรมเน้นที่ป้องกันหรือปราบปราม
พล.ต.ต.ฉัตรกนก : จะเน้นการป้องกันเป็นหลัก แม้ว่าผมจะโตมาจากสายปราบปราม แต่ก็มองเห็นการป้องกันเป็นหลัก อยากกล่าวถึงพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 5 ว่า "...การจับกุมผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบ แต่นับว่าเป็นการกระทำการครบถ้วนแก่หน้าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครองป้องกันเหตุร้ายให้ชีวิตและทรัพย์สินของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นอยู่เป็นสุขพอสมควร..." ผมได้นำพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 5 มาเป็นหลักในการทำงานที่เน้นในการป้องกัน คือ ค้นหาสาเหตุก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการป้องกันทั้งอาชญากรรมและจราจร
-จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
พล.ต.ต.ฉัตรกนก : อยากให้ทุกคนระมัดระวังตนเอง ช่วยกันดูแลกันเองก่อน อาชญากรรมเกิดจากเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี แล้วตำรวจก็มีน้อย ทั้งนี้ ปัญหาอาชญากรรมหลักๆ เกิดมักเกิดขึ้นในภาคอีสาน คือการหลอกลวงไปทำงานในต่างประเทศ ถ้าหากมีคนเข้ามาจัดหางานเข้าไปในหมู่บ้าน ควรจะช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจช่วยเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งจะได้ไม่โดนหลอกลวง
ส่วนประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน เมื่อเร็วๆ นี้เกิดเหตุปล้นบรรทุกรถบุหรี่ ซึ่งคนร้ายใช้วิธีขับรถปาดหน้าให้หยุดนั้น อยากเตือนว่า คำสั่งของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 นั้น ก็มีการใช้วิธีการขับรถปาดหน้า แต่อยากให้สังเกตเจ้าหน้าที่ตำรวจจะแต่งเครื่องแบบ ถ้าแต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ใช่ตำรวจ และรวมถึงคนขับรถบรรทุกที่ชอบจอดนอนบนถนนมิตรภาพ ขอให้จอดนอนเป็นกลุ่มๆ และหากมีผู้ที่อ้างเป็นตำรวจโดยที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบอย่าไปหยุดคุยหรือให้ขับรถหนีไปเลย



