ข่าว

 “เงินกู เงินกู้ เงินเก็บ”

“เงินกู เงินกู้ เงินเก็บ”

19 ก.ย. 2553

สัปดาห์ก่อน ได้รับเมลจากเพื่อนนักอ่าน เลยเกิดไอเดีย ได้หัวเรื่องจะชวนคุยกันในวันนี้

เพื่อนสมาชิกเล่าให้ฟังถึงงานและเงินเดือนประจำที่ได้ แต่ความเป็นคนสู้ชีวิต จึงเกิดมานะ ขยันขันแข็ง ลงทุนทำธุรกิจเพิ่มเติมด้วยเงินตัวเองและเงินกู้ จนหลงลืมการเก็บเงิน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของอนาคต ปล่อยไว้ก่อนได้

 ผมไม่แน่ใจว่า ท่านอื่นๆ คิดแบบเดียวกันนี้หรือเปล่า?

 ถ้าใช่ ลองพิจารณาวิธีคิด วิธีทำธุรกิจของคนสามกลุ่มต่อไปนี้นะครับ

 คนกลุ่มแรก แนวอนุรักษ์ ทำงานกินเงินเดือน มีรายได้พอประมาณ เวลาจะลงทุนทำอะไร ก็ใช้ “เงินกู” เป็นหลัก ไม่ชอบ “เงินกู้” เลย เพราะรังเกียจการเสียดอก ปวารณาไม่ยอมให้แบงก์ขูดรีด แต่ก็ยังอุตส่าห์กัน “เงินเก็บ” ส่วนหนึ่ง เผื่อฉุกเฉิน

 คนกลุ่มสอง กล้าได้กล้าเสียมาก ลงทุนทำการค้าอะไร ก็ทำแบบต็มที่ ใช้ทั้ง “เงินกู” และ “เงินกู้” แบบหมดหน้าตัก โหมกันสุดๆ ไม่เอา “เงินเก็บ” เพราะคิดว่าเรื่องนี้ไว้ที่หลัง ทำอะไรต้องจริงๆ จังๆ 

 คนกลุ่มสาม ออกแนวเผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่หนักไปข้าง ลงทุนธุรกิจแบบ ใช้ “เงินกู” ส่วนหนึ่งผสม “เงินกู้” อีกส่วน แต่ยังไงก็ไม่ทิ้ง “เงินเก็บ” มีจัดสรรเพื่ออนาคตเสมอ

 ผมไม่ขอฟันธงว่าแบบไหน จะดีกว่า? แต่ละอันมีดีมีเสียต่างกัน ต้องไปชั่งน้ำหนักเอาว่า ใน สถานการณ์ที่เป็นอยู่แบบไหนที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

 แต่ส่วนตัว เมื่อเลือกได้ ผมนิยมแนวทางที่สาม ตามตำราเป๊ะ การใช้ “เงินกู” ทั้งหมดไม่ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี แถมมีต้นทุนเสียโอกาส จากการนำเงินบางส่วนไปลงทุนอย่างอื่น ที่อาจเสี่ยงน้อยและได้ผลตอบแทนดีกว่า

 ส่วนจะเอาเงินกู้เท่าไหร่? อาจารย์ไฟแนนซ์ยังเคยสอนผม ให้คิดสะระตะดีๆ ผลตอบแทนที่ได้ ถ้าหักต้นทุนทั้งหมด และเผื่อจ่ายดอกแล้วยังมีกำไร ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร  

 เหนืออื่นใด ผมจะไม่ทิ้ง “เงินเก็บ” ครับ เพราะคิดเสมอว่า การทุ่มให้เรื่องใดอย่างสุดโต่ง โดยละเลยเสบียงที่ไว้เลี้ยงอนาคต เป็นเรื่องอันตรายครับ

 ชีวิตที่ดีต้องมีการเตรียมตัว เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ความไม่คาดคิดข้างหน้า เกิดธุรกิจล้ม หรือสะดุดขึ้นมา ครอบครัว คนที่อยู่ข้างหลังจะเดือดร้อนและลำบากในที่สุด

 ครั้นจะถามผมว่า สัดส่วนของทั้งสาม จะเท่าไหร่ อย่างละสามสิบกว่าๆ เท่าๆ กัน ถูกต้องมั้ย?

 ตอบแบบให้โกรธเลยครับ เรื่องนี้เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่มีสูตรตายตัวว่าจะเท่าไหร่ มากน้อยแล้วแต่โจทย์ชีวิตและธุรกิจของแต่ละคน

 วิธีของผมคือ กันเงินเก็บไว้ก่อน โดยผมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้ประจำ และฝากไว้ทุกเดือน กะว่าหากเกิดความฉุกเฉิน อย่างน้อยในหนึ่งปีข้างหน้าสายป่านต้องยาวพอที่จะไม่เดือดร้อน

 แต่จะใช้สัดส่วนเงินตัวเอง และเงินกู้เท่าไหร่ ผมจะลองหลายวิธี ปรึกษาผู้รู้ รวมทั้งถามไอเดียแบงก์ที่จะกู้ ซึ่งเดี่ยวนี้หลายแห่งยินดีจะเป็นเพื่อนคู่คิด และที่ปรึกษาทางการเงินให้เรามากมาย

 บอกเขาไปเลยว่า คิดอะไรอยู่ โจทย์คืออะไร?

 ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมบาลานซ์ สามคำนี้ เป็นอันขาดด้วยครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]