ข่าว

วธ.ปัดซาอุฯไม่ออกวีซ่าให้300คนไทยไปพิธีฮัจญ์

วธ.ปัดซาอุฯไม่ออกวีซ่าให้300คนไทยไปพิธีฮัจญ์

18 ก.ย. 2553

ชี้เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคเขียนรหัสผิดจนถูกส่งคืนนำมาแก้ไขใหม่ ก่อนส่งกลับสถานทูตซาอุฯ จันทร์นี้ ด้านนายกฯ เตือนฝ่ายค้านกรองข่าวสารก่อนนำมาขยายผลสร้างซ้ำเติมประเทศชาติ

รอยร้าวระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียขยายวงกว้างขึ้นอีกครั้ง หลังรัฐบาลแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตผู้ต้องหาในคดีนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียหายตัวไป เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) โดยมีกระแสข่าวการงดออกวีซ่าให้แก่ผู้แสวงบุญ 300 คนไปประกอบพิธีฮัจญ์

 นายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวปฏิเสธว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เรื่องบุญไม่เกี่ยวกับการเมือง ข่าวที่ออกมาอาจเป็นเพราะว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา กรมได้ยื่นขอวีซ่าให้แก่ผู้แสวงบุญจำนวนหนึ่ง แต่มีปัญหาหรือข้อผิดพลาดด้านเทคนิคตรงที่ไปเขียนรหัสผิด ทางสถานทูตต้องให้นำกลับมาแก้ใหม่แล้วค่อยไปยื่นใหม่ก็เท่านั้นเอง

 "ฉะนั้นเรื่องที่ทางสถานทูตซาอุฯ ไม่ออกวีซ่าให้แก่ผู้แสวงบุญคนไทยไปทำพิธีอัจญ์นั้น ขอให้เลิกพูดกันไปได้เลย เป็นเพียงแค่ความผิดพลาดเท่านั้น เมื่อแก้ไขแล้วเราก็ยื่นเข้าไปใหม่" นายสดกล่าวอย่างหนักแน่น

 นายกฤษญพงศ์ ศิริ รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ไทยได้รับโควตาผู้แสวงบุญจากประเทศซาอุดีอาระเบียจำนวน 1.3 หมื่นคน ซึ่งทางผู้ประกอบกิจการฮัจญ์จะเป็นผู้รวมรวบหนังสือเดินทางของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนา และส่งให้กรมการศาสนาเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง เที่ยวบิน และสถานที่พักเมื่อเดินทางไปถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย ก่อนส่งต่อให้ทางสถานทูตเพื่อขอวีซ่า

 "เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา กรมการศาสนาก็ส่งหนังสือเดินทางลอตแรกจำนวน 300 เล่ม ไปยังสถานทูต และทางสถานทูตก็ชี้แจงว่า มีการออกวีซ่าให้แล้ว แต่ภายหลังตรวจพบข้อผิดพลาดในการออกวีซ่า จึงขอเรียกคืนชั่วคราวเพื่อแก้ไขก่อนส่งคืนให้ภายในวันจันทร์หน้านี้" นายกฤษญพงศ์ ระบุ

 รองอธิบดีกรมการศาสนากล่าวด้วยว่า กรมการศาสนาและสถานทูตได้ตกลงว่า หลังจากนี้กรมการศาสนาจะทยอยส่งหนังสือเดินทางให้สถานทูตออกวีซ่าให้วันละ 1,000 เล่ม จนครบทุกคน เพื่อป้องกันปัญหาการออกวีซ่าล่าช้า โดยจะมีการเดินทางเที่ยวแรกไปซาอุฯ ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้

 “ประเทศซาอุดีอาระเบียให้เกียรติและความสำคัญแก่ผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิมในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์มาก เพราะถือว่าเป็นการส่งเสริมให้มีการทำบุญ เป็นเรื่องทางศาสนา และหากคนใดช่วยและส่งเสริมคนอื่นให้ไปทำบุญก็เท่ากับว่าคนนั้นก็ได้บุญไปด้วย” นายกฤษญพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันเดียวกัน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด เป็น ผช.ผบ.ตร. ทำให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียมีความกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงในคดีออกแถลงการณ์ทักท้วงถึงหลายฉบับ และล่าสุดส่อเค้าว่ากรณีดังกล่าวอาจทำให้ซาอุดีอาระเบียลดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยและกระทบกับพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้

 "ผมมีข้อสังเกตว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการให้ผลประโยชน์ต่างตอบแทนทางการเมือง ซึ่งประเด็นนี้นายอภิสิทธิ์จะเลือกระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรืออุ้มพล.ต.ท.สมคิด ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุฯ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่า การทำงานของรัฐบาลต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ และเลือกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่อนตัวบุคคล ซึ่งรัฐบาลยืนยันการตัดสินใจว่า การรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ต้องควบคู่กับการรักษาความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ทำให้ความสัมพันธ์สองประเทศดีขึ้นตามลำดับ มีการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้คดีอุ้มฆ่าหมดอายุความ ซึ่งได้ดำเนินการจนยื่นฟ้องต่อศาลได้แล้ว ส่วนการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิดนั้นเป็นมติของก.ตร.

 "ก.ตร.ได้ทำเรื่องชี้แจงประเด็นดังกล่าวมาว่า ไม่สามารถพักราชการหรือดำเนินการทางวินัยได้ เพราะเรื่องได้ดำเนินการแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน จากนั้นมีกฎหมายล้างมลทินบุคคลที่เคยถูกดำเนินคดีทางวินัย ทำให้ก.ตร.ไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนได้ ดังนั้นพล.ต.ท.สมคิดจึงไม่เข้าข่ายถูกพักราชการเพื่อรอผลสอบสวน และมีสิทธิ์ที่ดำรงตำหแน่ง ผช.ผบ.ตร.เนื่องจากลำดับความอาวุโส" นายอภิสิทธิ์ ระบุ

 ส่วนที่ระบุว่า จุฬาราชมนตรีไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศโลกมุสลิมได้ เพราะไม่มีวีซ่านั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า จุฬาราชมนตรีได้พูดคุยกันตนเมื่อวันที่ 16 กันยายน ว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางก่อน ก.ตร.มีมติ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้รัฐบาลได้ทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง และยืนยันไม่เกี่ยวกับเรื่องตัวบุคคล

 "ขอให้ระวังการรับข่าวสารที่เมื่อนำไปขยายผลแล้วอาจจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาได้ รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาหลายเรื่อง และขอเรียกร้องทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" นายกรัฐมนตรีตอบข้อซักถามถึงกระแสข่าวในด้านลบที่ออกมาต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดมีข่าวว่ากลุ่มโอไอซีเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศไทย