ข่าว

ผบ.ทบ.โล่งรถเกราะถึงไทยพร้อมแจงทุกข้อสงสัย

ผบ.ทบ.โล่งรถเกราะถึงไทยพร้อมแจงทุกข้อสงสัย

17 ก.ย. 2553

ผบ.ทบ.โล่งอก “รถเกราะ”ถึงไทย เชื่อโอกาสดีแจงทุกข้อสงสัย เผยผ่านนายกฯมา 4 สมัยกว่าจะได้ ศาลปกครองสูงสุด ไฟเขียว “กลาโหม-กองทัพบก” จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ฝึกบิน 16 ลำ หลังเพิกถอนคำสั่งคุ้มครอง ชี้ บริษัท สยามเทลเทค ผู้ฟ้อง ไม่ใช่ผู้ยื่นซองประมูลตัวจริง แค่ตั

 (17ก.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางยูเครนได้มีการส่งมอบรถหุ้มเกราะยูเครน 2 คันแรกให้กับไทยว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดจะเปิดโอกาสให้สื่อได้ซักถาม ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นผ่านมา 4 นายกรัฐมนตรี เริ่มต้นอนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.) สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ และ อนุมัติการจัดซื้อในสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ จนมาปรับแก้ไขเครื่องยนต์ในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งการรับมอบมีขั้นตอนและกรรมวิธีมากมาย เพื่อให้ครบทุกสมรรถนะ ซึ่งเขาคงอยากชี้แจงว่า ทำไมต้องซื้อ มีความต้องการ และ มีความเป็นมาอย่างไร สิ่งที่สงสัยทั้งหมดจะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง

ศาลปค.ไฟเขียว"กลาโหม-กองทัพบก”จัดซื้อฮ.ฝึกบิน16ลำ

 ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ  เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุด โดยนายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวนฟ้องระงับการลงนามสัญญาจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ ของกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งกลับศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนการคุ้มครองชั่วคราวของบริษัท สยามเทลเทค จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยของบริษัท Schweizer ที่ขอให้กระทรวงกลาโหม ระงับการดำเนินการและการลงนามในสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงการซื้อเฮลิคอปเตอร์ ขนาดเบา จำนวน 16 ลำ กับบริษัท Enstrom ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี

 โดยคดีนี้บริษัท สยามเทลเทค จำกัด ยื่นฟ้อง กระทรวงกลาโหม , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , กองทัพบก , ผู้บัญชาการทหารบก , กรมการขนส่งทหารบก , เจ้ากรมการขนส่งทหารบก , พ.อ.พีระพันธุ์ พูนสวัสดิ์ , พ.ท.นรุตน์ พนมมาศ และ พ.ท.คำผล โคตรนาแพง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 - 9 เรื่องร่วมกันกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในการพิจารณาผลการเปิดซองประมูลราคา และซองเทคนิคในการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ฝึกบิน ซึ่ง บริษัท สยามเทลเทค ฯ ขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว สั่งห้ามไม่ให้กองทัพบก และเจ้ากรมการขนส่งทหารบก ทำสัญญาซื้อเฮลิคอปเตอร์กับบริษัท Enstrom   ตามที่ รมว.กลาโหมอนุมัติ ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา และยื่นคำขอค่าเสียหายจำนวน 91 , 163 , 068.34 บาท

 ซึ่งศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้า ระงับการดำเนินการและการลงนามในสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงการซื้อเฮลิคอปเตอร์ ขนาดเบา จำนวน 16 ลำ กับบริษัท Enstrom ตามคำสั่งอนุมัติให้จัดซื้อของกระทรวงกลาโหม และ รมว.กลาโหม   ลงวันที่ 26 พ.ค.53 ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี

 ต่อมาผู้ถูกฟ้องได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า   แม้ปรากฏว่าผู้ฟ้องเป็นตัวแทนจำหน่ายเฮลิคอปเตอร์ Schweizer ในประเทศไทยของบริษัท Schweizer แต่การมีหนังสือเชิญชวนให้เข้าทำการเสนอราคา ของกรมการขนส่งทหารบก ผู้ถูกฟ้องที่ 5 ได้มีหนังสือโดยตรงถึงบริษัท Schweizer แม้จะส่งหนังสือถึงผู้ฟ้อง แต่ก็เป็นการส่งผ่านเท่านั้น ขณะที่บริษัท Schweizer กลับมอบอำนาจให้นายปีเตอร์ เป็นผู้ยื่นเอกสารทางเทคนิค และเจรจาต่อรองราคาในนามของบริษัทอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ฟ้องยอมรับว่าบริษัท Schweizer เป็นผู้ยื่นข้อเสนอราคา อีกทั้งการจัดซื้ออากาศยานในคดีนี้ได้ดำเนินกรรมวิธีจัดซื้อโดยวิธีพิเศษในกรณีเป็นพัสดุที่จำเป็นต้องจัดซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ ดังนั้นผู้ฟ้องจึงไม่ได้เป็นผู้ยื่นเสนอราคาการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว และเมื่อได้มีการประกาศผลการประกวดราคาแล้วผู้ฟ้องได้ยื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรมถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ซึ่งแจ้งว่าบริษัท Schweizer ไม่ประสงค์จะร้องเรียนจึงขอให้ผู้ฟ้องระงับการร้องเรียน นอกจากนี้ บริษัท Sikorsky ซึ่งมีบริษัท Schweizer เป็นบริษัทในเครือได้มีหนังสือถึงกรมการขนส่งทหารบกชี้แจงว่า บริษัท Schweizer ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีดังกล่าว และไม่สนับสนุนการ ประท้วงใดๆ ของผู้ฟ้องคดี

 ขณะที่ชั้นไต่สวนของศาลปกครองชั้นต้น ผู้รับมอบอำนาจของผู้ฟ้องให้ถ้อยคำว่า หากผู้ฟ้องไม่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายเรื่องค่าใช้จ่ายการเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ แล้วต่อมาผู้ฟ้องได้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องอ้างว่าเสียค่าใช้จ่ายในการเตรียมการและดำเนินการก่อนยื่นประกวดราคา เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ ค่าเลี้ยงรับรองผู้บริหารบริษัท Schweizer ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ ค่าเสียผลประโยชน์จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายเฮลิคอปเตอร์ และชิ้นส่วนอะไหล่ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 91 , 163 , 068.34 บาท

 จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ยื่นประกวดราคาซื้อเฮลิคอปเตอร์ และไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้า ที่จะทำสัญญาซื้อเฮลิคอปเตอร์กับผู้ใด

 ส่วนที่ผู้ฟ้องอ้างว่าได้รับความเสียหายที่เตรียมการและ ดำเนินการก่อนยื่นประกวดราคาดังกล่าว เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 91 , 163 , 068.34 บาท เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเสียหาย ไม่ได้เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องทั้งเก้าจะทำสัญญาข้อตกลงการซื้อเฮลิคอปเตอร์ต่อไป ดังนั้นจึงไม่มีเหตุเพียงพอที่กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่ว คราวก่อนการพิพากษาให้กับผู้ฟ้อง ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่ง กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราวของผู้ฟ้อง