
ศอฉ.ตั้ง'วอร์รูม'จับตาเสื้อแดง18-19ก.ย.
ศอฉ.ตั้งวอร์รูมจับตาแดงเคลื่อนทัพ18-19 ก.ย.นี้ พร้อมตั้งอนุพงษ์เป็นบก.ติดตามสถานการณ์ประเมินแดงมาแค่ 1,000 คน ตำรวจไม่ประมาทระดม 3,000 นาย คุมเข้ม ตั้งด่านกว่า 100 แห่งทั่ว กทม. ประกาศ ศอฉ.เพิ่มห้ามแดงใช้เครื่องขยายเสียง มอบ ผู้การแต้ม เจรจา ขอบคุณแ
(17ก.ย.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เป็นประธานการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง โดยใช้เวลาในการประชุม 3 ชั่วโมงเต็ม หลังจากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. และ พ.ต.อ.ทรงพล วัธนะชัย รองผู้บังคับการอำนวยการกองบัญช าการตำรวจนครบาล ได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือใน 2 เรื่อง คือ 1.การเตรียมข้อมูลสำหรับการชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการในคณะทำงานปรองดอง ที่กำหนดจะมาที่ ศอฉ.ในวันที่ 21 ก.ย.นี้ ทาง ศอฉ.จึงได้มีการประชุมเพื่อเตรียมข้อมูลในการนำเรียนข้อเท็จจริงให้กับคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ได้รับทราบ และ 2. คือการเตรียมพร้อมการรับสถานการณ์ในช่วงวันที่ 17-18-19 ก.ย.นี้ โดยฝ่ายข่าวได้ชี้แจงข้อมูลว่าการวางดอกไม้ในพื้นที่เรือนจำใน กทม. และ ต่างจังหวัด รวม 8 จังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยใช้เวลาตั้งแต่ 09.00 - 10.00 น.ก็เสร็จเรียบร้อย
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มีประชาชนมาร่วมกิจกรรมวางดอกไม้ในพื้นที่ กทม. ประมาณ 1,000 คน ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดมีตั้งแต่ 30-100 คน เหตุการณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ศอฉ.ขอบคุณที่ประชาชนมาร่วมกิจกรรมแล้วไม่ทำให้เกิดความสับสนรุนแรง ส่วนการติดตามสถานการณ์ในช่วงวันที่ 18-19 ก.ย.นี้ ทาง ศอฉ. ได้เปิด บก.ติดตามสถานการณ์ ถ้ามีข้อมูลข่าวสารอะไรก็จะชี้แจงให้ทราบ อย่างไรก็ตาม ทั้งในพื้นที่ กทม. และ พื้นที จ.เชียงใหม่ ก็ได้มีการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อพร้อมปฏิบัติภารกิจหากมีสถานการณ์เกิดขึ้น แต่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเพียงติดตามสถานการณ์ตามปกติ ทั้งนี้ตำรวจได้ชี้แจงว่าได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ เน้นเรื่องของตั้งจุดตรวจ สายตรวจ พร้อมที่จะรับสถานการณ์ ทั้งนี้กิจกรรมในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จะมีการจัดขบวนแรลลี่ของ นายสมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำจะจำขบวนไปที่ จ.เชียงใหม่ และในวันที่ 19 ก.ย. ก็จะมีกิจกรรมขี่จักรยาน ซึ่งจะมีกิจกรรมตรงกับที่ กทม. คือมีการจัดกิจกรรมขี่จักรยานลดภาวะโลกร้อน ทาง นายสุเทพ ได้ประสานกับทาง กทม. ว่าให้เลื่อนกิจกรรมดังกล่าวไปเพื่อสะดวกต่อการดูแลรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ บก.ติดตามสถานการณ์จะมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ดูแล โดยจะติดตามสถานการณ์อยู่ภายนอก หากมีเหตุการณ์อะไร พล.อ.อนุพงษ์ ก็พร้อมเข้ามาทันทีในฐานะ ผช.ผอ.ศอฉ.
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า การตั้ง บก.ติดตามสถานการณ์ไม่ได้กังวล เพียงแต่มีข้อมูลข่าวสารในเรื่องการจัดกิจกรรมทางการเมือง จากการประชุมครั้งทีผ่านมา ฝ่ายข่าวได้ชี้แจงว่า แม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีความประสงค์ดี แต่ข้อมูลข่าวสารก็มีอีกส่วนหนึ่งมีผู้ไม่หวังดีฉกฉวยสถานการณ์ ดังนั้นเตรียมเกินไว้ก่อนดีกว่าขาด ทั้งนี้การดูแลของ บก.ติดตามสถานการณ์เฉพาะในพื้นที่ที่มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน เท่านั้น ส่วนในพื้นที่อื่นก็เป็นหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จังหวัด หรือ กอ.รมน.ภาค แต่ก็มีการติดต่อข้อมูลข่าวสารร่วมกัน ส่วนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินไปแล้วนั้น ก็จะทำงานกันในลักษณะบูรณาการร่วมกัน โดยใช้กฎหมายปกติ โดยมอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33) รับผิดชอบในการตั้ง บก.ติดตามสถานการณ์ โดยมีกำลังปฏิบัติของตำรวจ จำนวน 6 กองร้อย ส่วนกำลังของทหารเตรียมการรับสถานการณ์ไว้ในที่ตั้งจำนวน 5 กองร้อย
เมื่อถามว่า กระแสข่าวอาวุธที่คลังแสง จ.ลพบุรี ถูกคนร้ายขโมยไปนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า พยายามตรวจสอบแล้วยังไม่พบข้อมูลว่าอาวุธดังกล่าวหายไป
เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า การดูแลอาวุธในคลังแสงถือเป็นหลักปฏิบัติอยู่แล้ว โดยให้ทุกหน่วยดูแลตามหลักเกณฑ์ในการเก็บรักษาอาวุธอยู่แล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่าอาวุธที่มีข่าวว่าหายไปนั้นยังตรวจสอบไม่พบ ต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง
เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากทนายความยื่นคำร้องต่อศาลโลกเกี่ยวกับเหตุการณ์ เผาบ้าน-เผาเมือง ในวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกันในที่ประชุม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติของความรู้สึกขัดแย้งทางการเมือง ศอฉ.ในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงก็คงจะต้องให้ข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในวันนี้ข้อมูลที่เตรียมในส่วนที่จะให้กับคณะอนุกรรมการปรองดอง ซึ่งข้อมูลจะต้องสอดคล้องกันทั้งหมด โดยจะเน้นให้ทุกคนเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่พยายามจะบิดเบือนสถานการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฆ่าประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจ และชี้ให้เห็นว่า จำนวน 89 ศพ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด มันไมได้เกิดในวันที่ 19 พ.ค.วันเดียวที่หลายคนพยายามบิดเบือนว่าเหตุการณ์กระชับวงล้อมแล้วทำให้มีประชาชนเสียชีวิต 89 ศพ ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ใช่ แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีประชาชนเสียชีวิตสะสมในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่กระชับวงล้อม เพียงแต่มาดูยอดสุดท้าย คนก็พยายามขีดเส้นใต้ และเบี่ยงเบนประเด็นว่าเหตุการณ์กระชับวงล้อมทำให้มีประชาชนเสียชีวิต 89 ศพ
“เรื่องนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังดำเนินการในรายละเอียดอยู่ โดยเฉพาะการชันสูตรพลิกศพ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็ชี้แจงให้ทราบรายละเอียดแล้ว ทั้งประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตรวม 89 ศพ และมีประชาชนที่เสียชีวิตที่ จ.อุดรธานี อีก 2 ศพ รวม 91 ศพ” พ.อ.สรรเสริญ ระบุ
ทางด้าน พ.ต.อ.ทรงพล กล่าวว่า บก.ติดตามสถานการณ์จะมีตำรวจเข้าร่วมด้วย เพื่อประสานงานการทำงานกับตำรวจนครบาล โดยมีตนเป็นผู้รับผิดชอบชี้แจงรายละเอียด ขณะเดียวกันได้มีการตั้ง บก.ติดตาม อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมี พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็น ผบ.เหตุการณ์ ส่วนกระแสข่าวการลอบสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองนั้น ทาง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุม และให้ติดตามเฝ้าระวัง โดยเฉพาะทางด้านการข่าว หากมีอะไรขึ้นเคลื่อนไหวก็จะต้องรายงาน ทั้งนี้กระแสข่าวออกมาเยอะในช่วงนี้ โดยในส่วนเจาะข่าวลึกก็ทำไปอีกส่วนหนึ่ง ส่วนการเฝ้าระวังในเรื่องต่าง ๆ ก็จะต้องทำไปโดยไม่ประมาท ทั้งนี้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในวันที่ 19 ก.ย.นี้ จำนวน 1,800 นาย ซึ่ง ผบ.ตร. ได้มีการเน้นย้ำให้มีการป้องกันเหตุร้าย โดยมีการขยายตั้งจุดตรวจต่าง ๆ รวม 100 กว่าด่านทั่ว กทม. เพื่อตั้งจุดตรวจจุดสกัด โดยกำลังทั้งหมดจะมีประมาณ 3,000 นาย ซึ่งคิดว่าการชุมนุมในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ไม่น่าจะรุนแรงอะไร และขณะนี้ตำรวจก็ยังไม่ได้มีการขอกำลังสนับสนุนจากทหาร ซึ่งเราได้มีการกำหนดพื้นที่ให้ผู้ชุมนุมให้ชุมนุมบนขอบฟุตบาท และมีการวางกำแพงตำรวจ โดยเบื้องต้นประเมินสูงสุดว่ามีผู้มาชุมนุมประมาณ 1,000 คน ส่วนการเจรจากับแกนนำมอบให้ พล.ต.ต.วิชัย สังขประไพ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 เป็นผู้รับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันได้มีการประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม ฉบับที่ 2 โดยตามที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กทม. นนทบุรี สุมทรปราการ ปทุมธานี นครราชสีมา ขอนแก่น และ อุดรธานี แล้วนั้น เนื่องจากมีความจำเป็นต้องกำหนดลักษณะ ของการกระทำที่ต้องห้ามในการชุมนุมหรือมั่วสุม เพิ่มเติมจากที่ได้มีการประกาศ ศอฉ. เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุ่มลงวันที่ 8 เม.ย.2553 ไปแล้ว เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ยุติได้โดยเร็ว และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามข้อ 1 แห่งข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พรก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงออกประกาศกำหนดดังนี้
ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (5) ของข้อ 1 แห่งประกาศ ศอฉ. เรื่องห้ามิให้มีการชุมนุม หรือ มั่วสุม ลงวันที่ 8 เม.ย.2553 คือ (5) โดยใช้เครื่องขยายเสียง หรือใช้เวทีติดตั้งเครื่องขยายเสียง หรือใช้ยานพาหนะติดตั้งเครื่องขยายเสียง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
ข้อ 2 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตร หรือเทียบเท่าเป็นผู้ดำเนินการตามประกาศนี้
ข้อ 3 ประกาศกำหนดนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 16 ก.ย.2553 โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน



