ข่าว

"ไบโอ-วูเมนส์"โหมทำตลาดโชว์คุณภาพเครื่องสำอางแบรนด์ไทย

"ไบโอ-วูเมนส์"โหมทำตลาดโชว์คุณภาพเครื่องสำอางแบรนด์ไทย

17 ก.ย. 2553

"ตลาดเครื่องสำอางในเมืองไทยมีช่องทางเข้ามาทำตลาดได้อีกมา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เน้นสมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ค้นคว้าและมีนวัตกรรมออกมาทุกไลน์ที่เกี่ยวกับความงามและสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. รวมทั้ง

นายวิเชษฐ์ วัฒนสกุลพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท ไบโอ-วูเมนส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสกัดจากธรรมชาติของคนไทยแบรนด์ "ไบโอ-วูเมนส์" ให้มุมมอง

 ทั้งนี้ ในช่วง 12 ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจมานั้น เขายอมรับว่ามีการลองผิดลองถูกมาจนกระทั่งธุรกิจเริ่มลงตัวในปี 2548 จากที่เคยมีสินค้าเพียง 2 รายการเพิ่มเป็น 200 รายการใน 4 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามของเส้นผมมีสัดส่วนยอดขาย 60% กลุ่มสกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามของผิวหน้ามีสัดส่วนยอดขาย 25% ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามมของผิวกายและเรือนร่างมีสัดส่วนยอดขาย 10% และอีก 5% เป็นสินค้าเพื่อการดูแลสัดส่วนพิเศษ เช่น ยาแคปซูลสมุนไพรกาวเครือ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก และกระชับสัดส่วน

 นายวิเชษฐ์เชื่อว่า การแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางเมืองมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ไบโอ-วูเมนส์ก็มีความพร้อมที่จะเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่ง และทำการตลาดเชิงรุกให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น จึงเตรียมงบการทำตลาดในปีนี้ไว้ 70-80 ล้านบาท สำหรับการจัดกิจกรรมและโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งทำภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์เส้นผม และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็จะดำเนินกิจกรรมการตลาดเชิงรุก ณ จุดขายและในต่างจังหวัด รวมทั้งขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปสู่ร้านเสริมสวยที่มีอยู่กว่า 3 แสนแห่ง และวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด

 นอกจากการเน้นขายตลาดในประเทศกว่า 90% แล้ว บริษัทยังส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศประมาณ 10% เนื่องจากได้รับมาตรฐานการผลิตจีเอ็มพี จากกระทรวงสาธารณสุขจึงเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา เช่นที่ อินเดีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ  กัมพูชา อิหร่าน บาห์เรน ไนจีเรีย เยเมน และกำลังจะขยายไปสแกนดินีเวีย ดูไบ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันยอดขายจากการส่งออกให้ได้ 15% ในปีหน้า แม้ขณะนี้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอย่างมาก และส่งผลให้กำไร (มาร์จิน) ลดลง แต่การขยายตลาดต่างประเทศยังมีความสำคัญและยังมีช่องทางขยายตลาดได้อีกมาก อีกทั้งยังทำให้ธุรกิจมีความสมดุล หากเกิดวิกฤติด้านใดด้านหนึ่งบริษัทก็ยังอยู่รอดได้

 "ช่วงปี 2548 ที่บุกตลาดต่างประเทศจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่เดินสายจัดงานและส่งเสริมไทยแลนด์ แบรนด์ ซึ่งช่วง 3 ปีแรกถือว่าประสบความสำเร็จในการขยายตลาดมาก เพราะชาวต่างชาตินิยมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพร หรือสกัดจากธรรมชาติมาก บริษัทจึงทำสินค้าแยกย่อยออกไปเป็นแบรนด์ Ornic รวมถึงสินค้ากลุ่มสปามีกระแสตอบรับที่ดี แต่มาช่วงหลังนี้บริษัทเริ่มเข้าไปรุกตลาดเอง เพราะรู้สึกว่าการจัดงานของกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ทำจริงจังเหมือนในอดีต จึงต้องพึ่งตัวเองด้วยการออกไปร่วมงานใหญ่ๆ ในประเทศต่างๆ" นายวิเชษฐ์กล่าว

 นอกจากนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับการแข่งขันและการขยายตลาดปีนี้บริษัทได้เพิ่มเงินลงทุนในส่วนของโรงงานใหม่ที่น่าจะเริ่มก่อสร้างปีหน้าและผลิตสินค้าในทุกกลุ่มได้เองปี 2555 จากขณะนี้จะจ้างโรงงานผลิตให้ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 80 ล้านบาท และเน้นการผลิตสินค้าที่ได้รับมาตรฐานจีเอ็มพี เพื่อให้สะดวกต่อการส่งออกไปขายต่างประเทศทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับทีมค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดทุก 3 เดือนสนองตอบความต้องการของลูกค้า โดยตั้งเป้าจะผลักดันยอดขายไปถึงระดับ 500 ล้านบาทได้ในปี 2555      

  "การทำตลาดต่างประเทศไม่มีแผนที่จะรุกเข้าไปตลาดจีน แม้จะเป็นตลาดที่ใหญ่ แต่มองว่าสินค้าคงเข้าไปแข่งขันด้านต้นทุนและราคาไม่ได้ และการสร้างโรงงานกับการรุกตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ตอนนี้ก็เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์รองรับการรวมตัวของประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่สินค้าราคาถูกจากจีนและเพื่อนบ้านจะทะลักเข้ามา แม้เราจะสู้ราคาไม่ได้แต่มั่นใจว่าคุณภาพสู้ได้"