ข่าว

โลกของความเป็นจริงของ“ทุนนิยมตัวพ่อ”

โลกของความเป็นจริงของ“ทุนนิยมตัวพ่อ”

17 ก.ย. 2553

ในโลกของความเป็นจริงวันนี้ สถาบันประกันเงินฝากของ “ทุนนิยมตัวพ่อ” อย่างสหรัฐ หรือ เอฟดีไอซี ได้สั่งปิดธนาคารทั้งน้อยใหญ่ไปแล้วทั้งหมดกว่า 109 แห่ง โดยนักวิเคราะห์ทางการเงินทั่วโลกเชื่อว่า ในปีนี้จะเป็นปีที่ธนาคารในสหรัฐ

จะมีการล้มละลายมากที่สุดอีกปีหนึ่ง สอดคล้องกับผล การทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress-Test) ธนาคารสหรัฐ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งจากการทดสอบพบว่าระบบการเงินของสหรัฐ ในภาพรวมยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

 นอกจากนั้น ไอเอ็มเอฟยังระบุว่า ธนาคารขนาดเล็กและธนาคารระดับภูมิภาค รวมทั้งสาขาของธนาคารต่างชาติในสหรัฐ จำเป็นที่จะต้องระดมทุนเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สามารถผ่านการทดสอบการเพิ่มความแข็งแกร่งของเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1 Capital) ที่ระดับ 6% ในระหว่างปี 2553-2557 ในความเป็นจริงวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารสหรัฐ ถือเป็นส่วนสำคัญของการเติบโต หรือถดถอยทางเศรษฐกิจของ “ทุนนิยมตัวพ่อ” เอง และส่งผลกระทบโดยตรงถึงเศรษฐกิจของบรรดาประเทศน้อยใหญ่ที่อยู่ในโครงข่ายทุนนิยมที่ครอบงำไปทั่วโลกครับ

 ผลจากการทดสอบภาวะวิกฤติ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของ “ทุนนิยมตัวพ่อ” ยังอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติทางการเงินรอบใหม่ขึ้นอีกครั้ง นักวิเคราะห์ทางการเงินบางท่านคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ หากบริหารจัดการและประคับประคองกันไว้ไม่ดี ก็อาจจะเกิดสภาวะวิกฤติทางการเงินขึ้นอีกเป็นระลอกสอง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ยังมีความกังวลอยู่ว่าหากสภาพโดยรวมเป็นเช่นนี้ อาจจะเกิดการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้ เพราะการตัดลดงบประมาณจำนวนมากของบรรดาประเทศอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของทุนนิยมโลก ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ อิตาลี ฯลฯ ทำให้กังวลว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของ “ทุนนิยมตัวพ่อ” จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจของ “ไทย” ซึ่งพึ่งพาการส่งออกในการสร้างความเจริญเติบโตของ จีดีพี อาจจะได้รับผลกระทบ  

 แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นของ “ไทย” และค่าเงินบาทที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น อาจจะสะท้อนสิ่งที่คาดการณ์เช่นนั้น อย่างน้อยที่สุด ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น ประมาณการกันว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ และการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น ในด้านผู้ลงทุนตราสารทางการเงิน ก็จะมีผลตอบแทนเพิ่มสูงขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนและภาระทางการเงินปรับตัวสูงตามไปด้วย ว่ากันว่าทุกๆ 1% ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ภาระการผ่อนจ่ายค่างวดที่อยู่อาศัยปรับเพิ่มขึ้น 7-8% หรือจากเดิมที่เคยผ่อนชำระ 1 หมื่นบาทต่อเดือน นาน 20 ปี ค่างวดจะปรับขึ้นเป็น 10,700 บาทต่อเดือนทันที ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระของบรรดาลูกหนี้ขึ้น

 นอกจากนี้ การแก้ไขหนี้ของรัฐบาลโดยการโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐทั้ง 6 แห่ง อาจจะกลายเป็นภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นของธนาคารเหล่านั้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงถึงเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศโดยรวมครับ 

 ดังนั้น พอได้รับรู้ รับทราบ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ของ “ทุนนิยมตัวพ่อ” ประเทศเล็กๆ บนแผนที่โลกที่ไม่ค่อยจะมีความสำคัญอะไรมากนักอย่าง “ไทย” ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ทุนนิยมตัวลูก” ต้องเตรียมตัวและเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยไม่ประมาทครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์