ข่าว

ย้อนตำนานแห่งความงาม

ย้อนตำนานแห่งความงาม

17 ก.ย. 2553

ความสวยของผู้หญิงไม่มีหยุดนิ่ง ลอรีอัลผู้ซึ่งรู้เคล็ดลับนี้จึงเปิดตำนานความงามขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย กับการเสวนา 100,000 ปี สำหรับความงาม หรือ “100,000 Years of Beauty" ซึ่งเป็นการเสวนาในหัวข้อภายใต้ชื่อของหนังสือชุดพิเศษที่มูลนิธิลอรีอัล ประเทศฝรั่ง

  ภายในงานเสวนามีผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยา ความงามและแฟชั่นชั้นนำของประเทศไทย ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิริน ที่ได้อธิบายประวัติศาสตร์ความงามระดับโลกในแต่ละยุคได้อย่างน่าสนใจว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือยุคหินนั้น มีการสันนิษฐานความงามเป็นเรื่องของสัญลักษณ์ เช่น สันนิษฐานว่า ผู้หญิงจะนำสีแดงมาทาตัว เพื่อแสดงความเป็นเพศหญิงหรือชาวบราซิลนำยางไม้มาเขียนตามตัวเป็นการแสดงความรักต่อกันอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมนุษย์เริ่มสร้างสรรค์อารยธรรมเป็นของตนเองอย่างเช่น ยุคอียิปต์โบราณ ก็เริ่มมีผู้เชี่ยวชาญด้านความงามคอยตกแต่งตามร่างกาย ยิ่งคนที่แต่งตัวมากเท่าไรยิ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นผู้มีอำนาจมากเท่านั้น

 “ความงามในโลกนี้มีหลายแบบและมีความแตกต่างขึ้นอยู่กับสายตาของผู้มอง ทุกยุคทุกสังคมมีไม้บรรทัดความงามเป็นของตนเอง ไม่ควรใช้ ไม้บรรทัดความงามของตนไปตัดสินผู้อื่น โดยเฉพาะการนำมาตรฐานความงามปัจจุบันไปตัดสินมาตรฐานความงามในอดีต เราไม่ควรเอามาตรฐานความงามของสังคมหนึ่งไปตัดสินอีกสังคมหนึ่ง และเมื่อมีความงามแล้วควรทำประโยชน์ให้ธรรมชาติและสังคมได้ประโยชน์ด้วย เราควรคิดว่า จะใช้ความงามให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และส่วนรวมได้อย่างไร จึงจะเป็นความงามที่ยั่งยืน” ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิริน ย้ำแนวคิด

 ด้าน อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทยก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อวิวัฒนาการความงามของไทยโดยแบ่งเป็นสองช่วงเวลาสำคัญ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงก่อนรัชกาลที่ 5 หญิงชนเผ่าทางเหนือก็นิยมการสักหน้า เพื่อความงามดึงดูดใจเพศตรงข้าม เมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้รับวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้นรวมถึงเรื่องความสวยความงาม เริ่มมีการใช้กระจกและเครื่องสำอาง

 “สำหรับสูตรความงาม ของผู้หญิงไทยสมัยก่อน ได้ใช้น้ำปูนใสอาบน้ำ ขัดผิวด้วยส้มมะขาม มะกรูดนำไปย่างไฟใช้ได้กับผิวและผม  มีการนำขมิ้นทั้งสดหรือแห้งมาทาผิวให้เป็นสีเหลืองลออทั่วทั้งตัว  ทำให้ผมหอมเพื่อบูชาขวัญกลางกระหม่อม โดยนำน้ำมันจันทน์ ผสมกับขี้ผึ้งหรือสีผึ้ง และกลีบดอกไม้ มาชโลมให้ทั่วเส้นผมแล้วม้วนไว้เป็นมวยจุกกลางศีรษะ” อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ กล่าวเสริม

 สำหรับความงามของยุคปัจจุบันและเทรนด์แห่งโลกอนาคต กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Elle ประเทศไทย กล่าวว่า ทัศนคติและมุมมองเรื่องความงามของยุคปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปมาก ในอดีตผู้คนเคยยอมรับความแก่ชราที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่เมื่อผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับความงามมากยิ่งขึ้นผนวกกับมีธุรกิจด้านความงามเกิดขึ้นมากมาย ผลิตภัณฑ์ด้านความงามใหม่ๆ จะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีรวมถึงศาสตร์ทางการแพทย์ต่างๆ จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ ให้มนุษย์เข้าถึงความงามได้ง่ายและมีความปลอดภัยกว่า เมื่อก่อนมาก เช่น การศึกษาอย่างลึกซึ้งในระดับยีนส์ และ DNA เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามให้มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับมนุษย์ในการใช้งาน