
ชาวสระบุรีโวย"อภิสิทธิ์"จี้แก้ปัญหาโรงงาน
ชาวบ้านสระบุรีโวยนายกฯกลางงานจี้แก้ปัญหาโรงงาน "อภิสิทธิ์" จี้ ทุกฝ่ายสร้างธรรมาภิบาลในพื้นที่
(16ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนานโยบายเสริมสร้างธรรมาภิบาลของรัฐบาล ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด(ก.ธ.จ.)สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ รัฐบาลกับการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ” ตอนหนึ่งว่า สังคมของเรามีความตื่นตัวมากในเรื่องธรรมาภิบาลในช่วงเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 โดยมีการพูดกันมากว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤตตอนนั้น มาจากระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ไม่ดี มีเรื่องของผลประโยชน์และความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างภาครัฐกับเอกชนจนเป็นที่มาของการฉ้อฉล จนทำให้เกิดความอ่อนแอในการบริหารจัดการที่ขณะนั้นเป็นแค่เรื่องของภาคการเงินจนมาเกี่ยวข้องกับภาครัฐ กลายเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้หลายปีที่ผ่านมามีความตระหนักและความตื่นตัวในเรื่องนี้มาก รวมถึงสังคมและสื่อมวลชนมีความสนใจในการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการทั้งของภาครัฐและเอกชน แต่ต้องยอมรับว่าแม้เราจะมีกฎระเบียบในเรื่องนี้มากขึ้น แต่สภาพความเป็นจริงของภาครัฐและเอกชนยังมีอุปสรรคเรื่องนี้ โดยพบว่ายังมีปัญหาเดิมๆที่เป็นตัวบั่นทอนศักยภาพในการพัฒนาประเทศ และต้องยอมรับว่าเมื่อมีความพยายามที่จะผลักดันเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป หรือการดำเนินนโยบายที่เป็นเรื่องใหม่ๆที่จำเป็นต้องอาศัยกลการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งมีทั้งประสิทธิภาพและความโปร่งใส ทั้งนี้ เราจะพบว่าปัญหาเดิมที่เป็นอุปสรรคในเรื่องนี้เป็นตัวบั่นทอนการบริหารจัดการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยจะพบว่าจากการประเมินปัญหาการคอร์รัปชั่นในภาครัฐของไทย มีคะแนนหรือลำดับที่ไม่ดีขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตอนนี้คนทั้งประเทศมองตรงกันว่าประเทศต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความด้อยโอกาส และความยากจน และต้องยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้จะรุนแรงที่สุดในพื้นที่ที่ห่างไกล ซึ่งการแก้ปัญหาคือต้องมีการดำเนินการโครงการและนโยบายของข้าราชการในหลายๆด้านที่ต้องนำไปดำเนินการในพื้นที่ มิฉะนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ และประชาชนจะไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป ขณะเดียวกัน ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างภาครัฐกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ปัญหาการพัฒนาในเชิงโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน ถ้ากลไกในพื้นที่ไม่สามารถสอดส่องดูแลให้เกิดความเข้มแข็งและความถูกต้องในการดำเนนการ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างยั่งยืนและไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้
“ อย่างกรณีของมาบตาพุด ที่ปัจจุบันหลายคนหลงประเด็น เข้าใจผิดว่าปัญหาที่มาบตาพุดเป็นเรื่องการประกาศแบ่งประเภทกิจการที่รุนแรง เข้าใจผิดว่าปัญหาที่ผ่านมาเป็นเพราะเราขาดมาตรฐาน หรือกติกาที่เข้มงวดกวดขันในเรื่องของการรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเราไม่มีการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย เช่น การรั่วไหลของสารเคมีและแก๊ส ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่เข้มงวดกวดขันในการบังคับชใช้กฎหมาย และไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการทำระบบเตือนภัย การซ้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง การอพยพคน ยังไม่นับรวมกรณีปัญหาที่มามาบตาพุด ไปเกี่ยวพันการไม่บังคับใช้เรื่องของผังเมืองหรือการทำแนวกันชนต่างๆ หรือการแยกชุมชนออกจากเขตอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงและอันตราย ” นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หัวใจของการแก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรฐาน รวมทั้งการจัดทำแผนร่วมกันนั้น อยู่ที่ความไว้วางใจระหว่างภาครัฐหรือราชการ กับธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน แต่ตอนนี้หลายปัญหาแก้ไม่ได้เพราะไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน กลายไปถึงการไม่ยอมรับข้อมูลของกันและกัน เมื่อแต่ละฝ่ายใช้ข้อมูลกันคนละชุด ก็ไม่มีทางที่เราจะบริหารงานและแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชน ตนจึงอยากเน้นย้ำว่าในฐานะที่ ก.ธ.จ.ต้องสอดส่องดูแลและเผยแพร่เรื่องของธรรมาภิบาล จึงอยากให้เอาใจใส่ดูแลงานของรัฐที่ลงไปในพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการทำข้อเสนอแนะและเป็นการทำงานเพื่อระดมการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ภาคประชาชนเข้ามาทำงานใกล้ชิดกับภาครัฐหรือเอกชนที่นำมาสู่ความไว้วางใจต่อกัน ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดใช้อำนาจที่ผิด มีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างทำให้เกิดการทำงานร่วมกันที่มีความราบรื่น ซึ่งถ้าทำได้ ตนเชื่อว่า ก.ธ.จ.จะเป็นกลไกสำคัญให้การบริหารราชการแผ่นดินประสบความสำเร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาจบลง ปรากฏว่านายตี๋ ตรัยรัตนแสงมณี สมาชิก ก.ธ.จ.สระบุรี ได้ลุกขึ้นตะโกนร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรีด้วยเสียงดัง ท่ามกลางการตกตะลึงของผู้ร่วมงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี ว่าขอให้นายกรัฐมนตรีหันมาใส่ใจกับปัญหาการปล่อยให้มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่การเกษตร อ.หนองแซง ซึ่งกำลังจะมีการประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ชนบท โดยนายตี๋ ระบุว่า ตนได้ไปร้องเรียนมาต่อทางจังหวัดและหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2550 แต่กลับไม่มีการดำเนินการอะไรเลย และปล่อยให้มีโรงงานอุตสาหกรรมกว้านซื้อที่รุกล้ำที่ดินการเกษตรมาโดยตลอด ดังนั้น ถ้าระดับบนไม่มีธรรมาภิบาลและไม่สั่งให้แก้ปัญหาแล้ว ข้างล่างจะไปดำเนินการได้อย่างไร จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินลงมาพูดคุยกับนายตี๋ ซึ่งมีการตอบโต้ไปมานานประมาณ 5 นาที ท้ายที่สุด นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะดูแลเรื่องนี้ให้



