
คสป.เสนอปฏิรูปทรัพยากร-ยุติธรรมลดเหลื่อมล้ำ
คสป. เสนอปฏิรูประบบ ทรัพยากร ยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เล็งจัดเวทีใหญ่ สมัชชาปฏิรูประดับประเทศ ต้นปี 54 วงปฏิรูปสื่อเสนอรัฐเลิกใช้กฎหมายพิเศษส่งเสริมอินเตอร์เน็ต เร่งตั้งองค์กรควบคุมวิชาชีพ ด้านวงการหนังเสนอแก้กฎหมายภาพยนตร์ให้จัดเรทใหม่ แ
(15ก.ย.) เมื่อเวลา 16.30 น. ที่เรือนธารกำนัล บ้านพิษณุโลก นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานคณะทำงานเครือข่ายวิชาการเพื่อการปฏิรูป ในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คสป. ครั้งที่ 5/2553 ที่มี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ว่า คณะกรรมการภายใต้ คสป.ทั้ง 14 ชุด ได้นำเสนอความคืบหน้าการทำงาน มีประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคณะกรรมการเครือข่ายผู้ด้อยโอกาสเพื่อการปฏิรูป ได้ยกประเด็นการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่จะนำไปสู่ความเสมอภาคในสังคม ซึ่งได้ลงไปทำงานในพื้นที่และมีการนำเสนอความเห็นในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป อาทิ กรณีการจัดสรรทรัพยากรเหมือนแร่ อยากให้มีการกำหนดนโยบาย แนวคิดในการนำทรัพยากรที่ชัดเจน และกติกาในการนำมาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งรายได้ที่ตอบแทนกลับคืนให้แก่รัฐบาลนั้นมีความเป็นธรรมและเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ทีดีอาร์ไอ รับที่จะไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสรุปเป็นแนวทางที่เหมาะสมเสนอแนะเป็นนโยบายเชิงปฏิรูปต่อผู้เกี่ยวข้องต่อไป
นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นได้มีการนำเสนอข้อมูลในส่วนของคณะกรรมการความยุติธรรมกับการปฏิรูป ว่าควรมีปรับแก้ไขข้อกฎหมายที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม และศึกษา กลไกยุติธรรมทางเลือก ที่จะยุติข้อขัดแย้งนอกเหนือจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้นคณะกรรมการเครือข่าย สภาองค์กรชุมชน และสภาผู้นำชุมชนเพื่อการปฏิรูป ได้นำเสนอแนวทางปัญหาของท้องถิ่นชุมชนที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อสร้างความเป็นธรรมได้แก่สังคม อาทิ ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ปัญหาหนี้สินนอกระบบ หนี้สินเกษตรกร ปัญหาความขัดแย้งทาง ปัญหาการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น
“ในวันที่ 17 ต.ค. จะมีการร่วมประชุมระหว่างคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ในประเด็น “ ลดอำนาจรัฐ ขจัดความเหลื่อมล้ำ ” ซึ่งขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจร่วมเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะรวบรวมประเด็นเพื่อนำไปสังเคราะห์ข้อมูลหาแนวทางแก้ไขต่อไป คาดว่าภายใน 1-2 เดือน คณะกรรมทั้ง 2 ชุด จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่าจะต้องมีประเด็นใดบ้างที่จะต้องปฏิรูป จากนั้นประมาณเดือน มี.ค. 2554 คสป.จะจัดให้มีการประชุมสมัชชาปฏิรูประดับประเทศ เพื่อนำประเด็นในส่วนที่ คสป.จะขับเคลื่อน เปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่ต่อไป ” นพ.สมศักดิ์ กล่าว
วงปฏิรูปสื่อเสนอรัฐเลิกใช้กฎหมายพิเศษ
ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือจินตนาการการปฏิรูปสื่อในทศวรรษหน้า ได้มีการนำเสนอ “ข้อเสนอต่อการปฏิรูปสื่อในทศวรรษนี้” โดยอ.พรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อคณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ นำเสนอในส่วนของสิ่งพิมพ์ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาข่าวสารในสื่อสิ่งพิมพ์ไม่กว้างขวาง และไม่เจาะลึก เนื่องจากนักข่าวขาดองค์ความรู้โดยเฉพาะนักข่าวภาคสนาม ในอนาคตหนังสือพิมพ์จะอยู่ได้ต้องมีการเจาะลึกควรให้ความสำคัญกับบทบาทขององค์กรวิชาชีพให้มากขึ้น สื่อต้องมีศิลปะต่อรองกับนายทุนเพื่อใหเกิดความสมดุลระหว่างกำไรและผลประโยชน์สาธารณะ ขณะที่นักข่าวรุ่นใหม่ก็ต้องการค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล ส่วนสิทธิเสรีภาพก็ควรมีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ คปส. นำเสนอในส่วนของวิทยุโทรทัศน์ว่ามีข้อเสนอประกอบด้วย 1.ต้องมีองค์กรอิสระกำกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ขึ้นมาเสียที 2.ควรมีการทบทวนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อเพื่อให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ 3.รัฐและอุตสาหกรรมสื่อควรส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาและผู้ต้องการประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน 4.ควรยกระดับองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับนโยบายสื่อที่เกี่ยวพันกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 5.ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและเคารพการใช้สิทธิพื้นฐานของสื่อ 6. องค์การสื่อ กลุ่มการเมือง ควรสนับสนุนให้เกิดกรอบจรรยาบรรณและการกำกับดูแลกันเอง 7.บทบาทขององค์กรที่กำกับดูแล ต้องโปร่งใส 8.ส่งเสริมการตรวจสอบสื่อโดยสร้างกลไกทางสังคม 9.ภาครัฐ วิชาการ และกลไกทางสังคมควรส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อเท่าทันสื่อ และ 10.สังคมไทยควรมีแนวทางการแก้ปัญหาในวิถีประชาธิปไตย
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จาก Siam Intelligence Unit นำเสนอในส่วนของสื่ออินเตอร์เน็ต โดยเสนอต่อภาครัฐว่า รัฐยังลงทุนกับอินเตอร์เน็ตในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่มาก อินเตอร์เน็ตยังมีราคาสูงแต่คุณภาพต่ำ และรัฐยังไม่สนใจการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ยกลิกการปิดกั้นอินเตอร์เน็ต รวมทั้งเร่งรัดให้ออกใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบใหม่ๆเช่น 3 จี
นายสัณห์ชัย โชติรสเศรณี จากมูลนิธิหนงไทยนำสนอสื่อภาพยนตร์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการผูกขาดเช่นเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ที่เป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ มีบริษัทผลิตหนังไทย มีบริษัทนำเข้าหนัง มีผู้ถือหุ้นใหญ่ทำบริษัทดีวีดี และยังมีเอ็มชาแนลในเคเบิลทีวี ลักษณะนี้ถือเป็นการผูกขาด หรือสหมงคลฟิล์มก็มีลักษณะเดียวกัน ระยะเวลาการเข้าฉายของหนังก็น้อยโดยเฉพาะหนังไม่ทำเงิน ดังนั้นรัฐต้องควบคุมการผูกขาดทางธุรกิจ ยอกจากนี้รัฐควรแก้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ 2551 เรื่องการจัดเรท “ส.” ที่เป็นหนังควรส่งเสริม ซึ่งจริงๆเป็นหนังเรทโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีเรทห้ามฉาย หรือมีเนื้อหาว่าจะบั่นทอนความมั่นคงรัฐเจ้าหน้าที่สามารถตัดทอนได้เลย ดังนั้นเรทติ้งจึงเหมือนเป็นตัวหลอก นอกจากนี้ยังขอเสนอให้โรงภาพยนตร์เปิดพื้นที่ให้คนพิการด้วย



