
เชื่อบาทแข็งช่วยลดต้นทุนค่าเอฟทีปีหน้า
ปตท.แจงบาทแข็งส่งผลต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงอัตโนมัติ เชื่อส่งผลดีต้นปีหน้า ช่วยลดภาระการตรึงค่าเอฟทีของ กฟผ. ระบุขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลจะเลิกหรือตรึงค่าเอฟทีต่อไป พร้อมยันส่งผลดีช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน
นายเติมชัย บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30.70-30.80 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติลดลงจาก 209 บาทต่อล้านบีทียู เหลือ 200 บาทต่อล้านบีทียู และทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ลดลงตามไปด้วย โดยจะมีผลให้ภาระจากการตรึงค่าเอฟทีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดลง
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า ภาระจากการตรึงค่าเอฟทีสิ้นปีจะอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นในการตรึงค่าเอฟที มีภาระรวม 2 หมื่นล้านบาท โดยภาระดังกล่าวยังไม่มีปัจจัยจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะตามโครงสร้างสูตรราคาแล้ว จะมีผลใน 6-12 เดือนข้างหน้า หรือเท่ากับจะมีผลต่อค่าเอฟที นับจากงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2554 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าเอฟทีในปีหน้ามีแนวโน้มลดลง แต่จะมีผลต่อค่าเอฟทีในงวดดังกล่าวหรือไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลว่าจะเลิกหรือตรึงค่าเอฟทีต่อไป
อย่างไรก็ตาม ภาระจากการตรึงค่าเอฟทีที่ยังมีอยู่กว่า 6,000 ล้านบาท กฟผ.จะทยอยเก็บคืนค่าเอฟทีที่ตรึงไว้ คาดว่าหากทยอยเก็บได้ต่อเนื่องภายในสิ้นปี 2554 ภาระจะหมดลง
นายเพิ่มศักดิ์ ชีวาวัฒนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่ามีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือ ทำให้ค่าก่อสร้างลดต่ำลง แต่การจัดหาพลังงานเพื่อป้อนความต้องการในประเทศต้องซื้อเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแต่ขายเป็นเงินบาท ทำให้กำไรลดลง แต่คงต้องพิจารณาผลประกอบการในช่วงปลายปีอีกครั้งหนึ่ง
นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันขายปลีกในสัปดาห์นี้มีความผันผวน ทั้งปรับขึ้นและลดลง ทำให้คาดการณ์ราคาน้ำมันได้ยาก แต่การที่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้มีส่วนช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันได้ส่วนหนึ่ง โดยค่าการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1.20 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกใน 1-2 วันนี้ก่อนว่าจะปรับตัวขึ้นหรือไม่



