
ธนาคารชุมชนจะแก้จนได้จริงหรือ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ววุฒิสภามีการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2553-2554 การอภิปรายบางตอนนั้นตำหนิติเตียนการปฏิบัติงานของภาครัฐอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน แต่ก็เหมือนกับเป็นละครการเมืองฉากหนึ่งซึ่งผู้ดูส่วนใหญ่ก็คงคาดได้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตามสาระที่จับได้จากการประชุมข้ามวันข้ามคืนนั้นมีอยู่เพียงว่าวุฒิสมาชิกบางท่านเป็นห่วงการใช้จ่ายอีลุ่ยฉุ่ยแฉกของรัฐบาลจนทำให้งบประมาณขาดดุล เมื่องบประมาณขาดดุลก็ต้องกู้หนี้กู้สินมาโปะทับถมพอกพูนขึ้นทุกปีและมีการยกสถิติมาอ้างว่าปัจจุบันคนไทยทุกคนแม้แต่เด็กแบเบาะต่างเฉลี่ยแบกหนี้ของรัฐกันคนละประมาณ 6 หมื่นบาท และแต่ละปีประเทศต้องเสียดอกเบี้ยเป็นเงินมหาศาล
นี่ก็เป็นความจริง แต่ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราชาวบ้านก็คงได้แต่ฟังไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน
มีคนโจมตีรัฐบาลว่าใช้จ่ายมากในเชิง “ประชานิยม” นายกรัฐมนตรีก็ออกมาแก้ต่างว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ใช้ลัทธิประชานิยม หรือ แม้ลัทธิรัฐสวัสดิการ แต่ใช้จ่ายเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำของสังคมด้านเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเถียงกันไปกันมาไร้ประโยชน์เพราะเป็นการ “เล่นคำ” เท่านั้น
ในกระบวนการที่รัฐจะแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้นมีเรื่อง “ธนาคารชุมชน” อยู่เรื่องหนึ่งโดยรัฐบาลมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนชาวรากหญ้าเข้าถึงแหล่งทุนได้ “ง่ายและถูก" เพราะคิดว่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้ด้วยเข้าใจว่าความจนนั้นเกิดเพราะหาทุนไม่ได้ (ซึ่งเป็นการตีขลุมมากเกินไปด้วยคนจนนั้นมีหลายสาเหตุมาก) จึงจะใช้เงินของรัฐทุ่มเข้าไปในเรื่องนี้
เมื่อพูดถึงธนาคารชุมชนก็อยากจะยกตัวอย่างธนาคารชุมชนในประเทศบังกลาเทศซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในการช่วยให้คนจนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในราคาพอสมควรมาเล่าสู่กันฟัง
ธนาคารแห่งนี้ชื่อว่าธนาคารแกรมมีน ให้เงินกู้แก่คนยากจนแม้กระทั่งขอทาน แต่เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของเขาก็คือธนาคารนี้ไม่ยอมให้คนกู้เงินเอาไปใช้จ่ายในเรื่องไม่จำเป็น เช่น ซื้อรถมอเตอร์ไซค์หรือปิกอัพ แต่ให้กู้ไปเพื่อทำการค้าเท่านั้น เช่น ขอทานกู้ไปปิ้งข้าวเกรียบขายให้กู้ แต่จะกู้ไปเพื่อซ่อมแซมบ้านช่องไม่ให้ ที่สำคัญธนาคารแห่งนี้ไม่ต้องรบกวนงบประมาณของแผ่นดินเขารับกินรับใช้ด้วยตัวเองและอยู่ได้อย่างดี
แต่ธนาคารนี้ก็ไม่พ้นข้อครหาจากนักวิชาการล้าหลังที่ว่าคนจนเขาอยู่เขาดีๆ แล้วไปสร้างหนี้ให้เขาทำไม เหมือนไปสร้างกับดักให้คนจน ส่วนนักการเมืองที่วิสัยทัศน์สั้นก็ว่าเขาเอาเปรียบคนจน กู้เงินแล้วก็ต้องไปซื้อของจากบริษัทในเครือธนาคาร (ความจริงนี่คือศิลปะทางธุรกิจที่นักการเมืองวิสัยทัศน์สั้นไม่เข้าใจ) นอกจากนี้ยังว่าเขาคิดดอกเบี้ยแพงถึงปีละ 10% (เมืองไทยนั้นการกู้เพื่อไถ่เงินกู้นอกระบบนั้นต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 1% สูงกว่าที่ธนาคารแกรมมีนคิดเสียอีก)
และบทเรียนที่คนไทยจะเอาอย่างธนาคารชุมชนแห่งนี้ที่สำคัญคือเขาไม่ได้ใช้เงินภาษีอากรของประชาชน แต่รู้จักใช้ความคิดแปลงเป็นทุน รัฐบาลจะสนับสนุนในเรื่องนี้ได้หรือไม่
อนึ่ง ใคร่ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาความจนนั้นไม่ใช่เรื่องรุนแรงของเมืองไทยมากนัก ถ้าดูจากสถิติของโลกเศรษฐกิจของไทยใหญ่เป็นอันดับที่ 24 จาก 226 เขตเศรษฐกิจ และคนที่จนจริงๆ นั้นมีเพียง 9.6% ของประชากร (ประมาณ 6 ล้านคนเศษ)
ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงได้คำตอบแล้วว่าธนาคารชุมชนที่รัฐจะตั้งขึ้นนั้นจะช่วยให้คนจนหายจนหรือว่าจะทำให้คนจนจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้อยู่ที่การปฏิบัติต่อไปของภาครัฐว่าจะปฏิบัติการแก้ความจนครบวงจรหรือไม่ แก้ไขกันอย่างไรอย่าทำให้คนจนไปทั้งประเทศก็แล้วกัน
นายหนูใหญ่ /[email protected]



