ข่าว

 ก้าวสู่ครึ่งทศวรรษการทำรัฐประหาร2549

ก้าวสู่ครึ่งทศวรรษการทำรัฐประหาร2549

16 ก.ย. 2553

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของการก้าวเข้าสู่การระลึกถึงการทำรัฐประหาร 2549 ซึ่งเข้าใกล้จะครึ่งทศวรรษเข้าไปทุกที

 คงจะเป็นสัปดาห์ที่น่าหนักใจอยู่มิใช่น้อย เพราะดูเหมือนว่าความตั้งใจของคณะรัฐประหารและทีมงานค้ำยันระบอบรัฐประหารทั้งหลายนั้นไม่สามารถจะผลักดันสังคมไปในแนวทางที่ต้องการได้ง่ายนัก

 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลนับตั้งแต่การทำรัฐประหารนั้นถ้าจะให้ตอบง่ายๆ ก็คือ เราได้เปิดกล่องมหัศจรรย์ที่ผลของมันน่าตกใจมากกว่าผอบในเรื่องจันทโครพ หรือสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Pandora's Box เสียอีก

 ผมจะขอสรุปประเด็นสั้นๆ ในพื้นที่อันจำกัดนี้ เพื่อให้เห็นพลวัตของปรากฏการณ์หลังรัฐประหาร 2549

 1.เรามีนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านในยุคนั้น ซึ่งแม้ว่าจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ยอมส่งสมาชิกพรรคเข้าร่วมการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของทักษิณ ซึ่งในการเมืองประชาธิปไตยนั้นก็มีสิทธิที่จะทำได้ แต่ที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นส่วนของการไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหาร แถมวันนี้ยังได้ดิบได้ดีจากการค้ำยันของระบอบรัฐประหารด้วย

 2.การทำรัฐประหาร 2549 ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเป็นประเด็นปัญหาทางการเมืองในประเทศ มากกว่าเรื่องของประสิทธิภาพหรือวิกฤติของรัฐในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ นอกจากนี้การทำรัฐประหาร ในครั้งนี้แม้ว่าจะสามารถยึดครองอำนาจรัฐได้ แต่กระบวนการยึดครองอำนาจรัฐนั้นมีลักษณะที่ละเมิดกฎกติกาทางกฎหมายในสังคมประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง และเป็นไปอย่างไม่รู้จบสิ้น เพราะการทำรัฐประหารดังกล่าวมีลักษณะของการทำรัฐประหารที่ไม่รู้จบที่มีลักษณะพิเศษคือ

 2.1 การพยายามให้เหตุผลทางด้านกฎหมายมากกว่าการใช้อำนาจดิบของผู้มีอำนาจ : หมายถึงการพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายใหม่ๆ และสถาบันตุลาการ เพื่อจัดการกับศัตรูของระบอบรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การออกและใช้กฎหมายย้อนหลังในเรื่องของการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการ และการให้ศาลมีอำนาจในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก

 2.2 การพยายามให้เหตุผลทางศีลธรรมเพื่อรองรับการรัฐประหาร : การสร้างกรอบการมองเรื่องดีชั่วในการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองนั้นแม้ว่าจะมีมานานแล้ว แต่การนำเอาบุคลากรและหลักคำสอนเข้ามาสร้างความชอบธรรมทั้งทางตรง-อ้อม ในการโค่นล้มระบอบเดิม และรักษาระบอบรัฐประหารเอาไว้ มีความชัดเจนมาก และจะเป็นประเด็นที่แหลมคมมากที่สุดในอนาคตอันใกล้ โดยจะก้าวพ้นจากการกล่าวหาในเรื่องของมือถือสากปากถือศีล

 การวิพากษ์วิจารณ์การนำเอาศาสนาและหลักศีลธรรมมารับใช้การเมืองของระบอบรัฐประหาร หรือการเมืองแบบที่ระบอบรัฐประหารต้องการให้เป็นจะกลายเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่แหลมคมมากขึ้น และเสี่ยงน้อยกว่าการถูกกล่าวหาว่า "หมิ่นฯ" และ "ล้มเจ้า"

 2.3 การทำรัฐประหารครั้งนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกิดความสัมพันธ์ราวกับเป็นผัวเมียกันแบบแยกกันไม่ได้ของระบอบปฏิรูป กับระบอบรัฐประหาร นั่นหมายความว่ากลไกและบุคลากรที่ผลักดันการปฏิรูปทางการเมืองเมื่อ 2540 นั้นเข้ามามีส่วนสำคัญในการค้ำยันระบอบรัฐประหารในครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม นับตั้งแต่การเข้าร่วมเป็นสภานิติบัญญัติและสภาร่างรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งโดย คมช. มาจนถึงการเข้ามาเป็นเสาหลักในคณะปฏิรูปชุดต่างๆ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าประชาสังคมไทยนั้นให้ความสำคัญกับการเข้าถึงและร่วมใช้อำนาจรัฐมากกว่าตรวจสอบอำนาจรัฐ 

 2.4 หนึ่งในทฤษฎีการทำรัฐประหารที่น่าสนใจก็คือ มีการอ้างว่าการทำรัฐประหารนั้น ทำขึ้นเพื่อ "รักษาความสงบเรียบร้อย" ทฤษฎีนี้มีปัญหาตรงที่เชื่อว่าการใช้กำลังและความรุนแรงจะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ แต่สิ่งที่เราเผชิญอยู่ก็คือการใช้กำลังและความรุนแรงนั้นก็สามารถเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้เช่นกัน 

 สรุปว่าเราจะยังเห็นการพยายามที่จะสร้างความยั่งยืนอันไม่รู้จบให้แก่การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ต่อไปเรื่อยๆ อีกสักพักใหญ่นั่นแหละครับ